หลินเซียวได้ยินแล้วก็อดแปลกใจขึ้นมาไม่ได้
หลังกลับมา เขาเคยสืบเรื่องสำนักซ่านเต๋อถังมาบ้างแล้ว ที่นี่มีสถานะสูงส่งมากในกรุงปักกิ่ง แต่คนแบบไหนกันถึงทำให้เสิ่นหมิงจวิ้นผู้หยิ่งผยองพูดเช่นนี้ได้
คราวนี้เขาจึงหันไปมองชายหนุ่มคนนั้น
ชายหนุ่มดูอ่อนวัยและเลือดร้อน ใบหน้าประดับรอยยิ้มเย็นชา แววตาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน แม้แต่ท่านั่งก็ยังแผ่ความหยิ่งผยองออกมา
“ไม่รู้จักจริง ๆ”
เขาพูดเรียบ ๆ
หึ!
เสิ่นหมิงจวิ้นแค่นเสียงเย็นชา แววตาเต็มไปด้วยการเยาะเย้ย
“ไม่รู้จัก แล้วยังกล้าพูดจาอวดดีอีกหรือ?” เขาเหน็บแนมอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม
หลินเซียวหัวเราะแล้วพูดว่า “รู้จักหรือไม่รู้จักแล้วมันยังไง? ทำลายถิ่นของผม ต่อให้เป็นเง็กเซียนฮ่องเต้มาเองก็ต้องชดใช้เงิน”
เสิ่นหมิงจวิ้นได้ยินแล้ว แววตาเยาะเย้ยยิ่งเข้มข้นขึ้น ใบหน้าราวกับกำลังรอดูเรื่องสนุก
ชายหนุ่มยิ้มเจ้าเล่ห์ ส่ายหัวไปมา
“หลายปีมานี้ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่มีคนกล้าพูดแบบนี้ต่อหน้าคุณชาย” เขากระดิกขา พูดอย่างสบายอารมณ์
หลินเซียวได้ยินแล้วก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างอดไม่ได้
น้ำเสียงคุ้น ๆ นะ
แต่ต้องยอมรับว่า แม้จะเป็นคำพูดเดียวกัน ทว่าพอออกจากปากชายหนุ่มคนนี้กลับให้ความรู้สึกแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
หลินเซียวหัวเราะเบา ๆ แล้วพูดว่า “บางทีหลายปีมานี้ คุณอาจเพิ่งเจอผมเป็นครั้งแรกก็ได้”
ชายหนุ่มหรี่ตา ยิ้มอย่างอารมณ์ดี
“อวดดีจริง ๆ พี่ชูหนิง คุณว่าใครให้ความกล้าเขามากัน? คงไม่ใช่พี่คอยหนุนหลังเขาอยู่หรอกนะ?”