เจียงชูหนิงมีสีหน้าจนใจ
หลินเซียวเหลือบมองอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะละสายตาไป
เขาพูดเสียงเรียบว่า “นั่งตรงนี้ช่วยลดเสียงรบกวนได้”
หลิ่วอวิ้นชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว
“หมายความว่าฉันพูดจาหนวกหูใช่ไหม?”
มุมปากหลินเซียวยกขึ้นเล็กน้อย “ฉันไม่ได้พูดนะ เธอคิดเอาเองแล้วกัน”
หลิ่วอวิ้นกำลังจะเถียงกลับ...
เจียงชูหนิงรีบยกมือเล็ก ๆ กดแขนหลิ่วอวิ้นไว้ แล้วพูดอย่างงอน ๆ ว่า “พอได้แล้ว พวกเธอสองคนเป็นอะไรกันเนี่ย”
ฮึ!
หลิ่วอวิ้นส่งเสียงฮึเบา ๆ แล้วพูดเสียงเรียบว่า “ชูหนิง คราวนี้เขาเป็นฝ่ายหาเรื่องฉันก่อนนะ อย่ามาโทษฉันก็แล้วกัน”
หลินเซียวเลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ยิน แววตาฉายประกายลึกซึ้ง
คำพูดนี้ฟังดูไม่ค่อยชอบมาพากลเลย
มีแผนอะไรอยู่หรือเปล่า?
ถึงจะไม่รู้ว่าแผนของหลิ่วอวิ้นคืออะไร แต่ลองคิดดูดี ๆ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องพวกนั้น
ระวังตัวไว้ก็แล้วกัน
เจียงชูหนิงมองเขาค้อนเบา ๆ
“ได้ ไม่โทษเธอ”
หลิ่วอวิ้นจึงกอดอกแล้วหันหน้าไปทางอื่น
“ออกรถ”
คนขับเคลื่อนรถออกไป
หลินเซียวถามอย่างสงสัยว่า “วันนี้จะคุยธุรกิจอะไรกัน ทำไมต้องให้ฉันไปด้วย?”
หลิ่วอวิ้นแทรกขึ้นว่า “นายก็รู้ตัวนี่ว่าไปแล้วก็ไม่มีประโยชน์”
หลินเซียวขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เธอพูดมากไปแล้ว ฉันไม่ได้คุยกับเธอ อย่ามาเรียกร้องความสนใจอยู่ตรงนี้” เขาพูดเสียงเรียบ
หลิ่วอวิ้นขมวดคิ้ว
เจียงชูหนิงแทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่ หลายปีมานี้ นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนพูดกับหลิ่วอวิ้นแบบนี้
