ซูเมี้ยวเมี้ยวลนลานไปหมด
ซูปิ่งหลงขมวดคิ้วเล็กน้อย แววตาลุ่มลึกฉายความเย็นชา
“สมกับเป็นคนหนุ่มเลือดร้อนจริง ๆ ความมั่นใจเป็นเรื่องดี แต่ถ้ามากเกินไปก็กลายเป็นหลงตัวเอง” เขาพูดเสียงเย็นชา
หลินเซียวไม่เปลี่ยนสีหน้า ยิ้มตอบว่า “ไม่สำคัญหรอก ผมดูแค่ผลลัพธ์”
สายตาของทั้งคู่ประสานกัน ไม่มีใครยอมใคร
ซูปิ่งหลงหรี่ตาลง พลังอำนาจพลุ่งพล่านขึ้นอย่างรวดเร็ว แรงกดดันแผ่กระจายออกมาในชั่วพริบตา ถึงอย่างไรเขาก็เคยเป็นผู้แข็งแกร่งผู้ยิ่งใหญ่
ทว่า หลินเซียวเป็นคนที่ต้องทนรับแรงกดดันจากอวิ๋นเยว่เป็นประจำ แรงกดดันแค่นี้สำหรับเขาแล้ว แทบไม่ต่างจากไม่มี
รอยยิ้มของเขาไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ทำให้ซูปิ่งหลงแปลกใจอยู่บ้าง
หลินเซียวคร้านจะพูดให้มากความ แม้เรื่องนี้จะทำให้เขาเจ็บปวดอยู่บ้าง แต่ผลลัพธ์เช่นนี้ก็ดีมากแล้วสำหรับเขา
เขายกกระเป๋าเดินทางขึ้น พลางยิ้มกล่าวว่า “ไม่มีธุระอะไรแล้วใช่ไหมครับ? ผมยังมีเรื่องต้องทำ ขอตัวก่อน”
พูดจบก็หันหลังเดินจากไปทันที
อารมณ์ของซูเมี้ยวเมี้ยวดิ่งจากสวรรค์สู่นรก ทั้งตัวชาไปหมด สับสนจนไม่รู้จะทำอย่างไร
“หลินเซียว...”
เธอยกแขนขึ้น เอ่ยเรียกเสียงแผ่ว
“เดี๋ยวก่อน”
ซูปิ่งหลงเองก็เอ่ยขึ้นเช่นกัน
หลินเซียวหันกลับมา ถามว่า “อะไรครับ คุณซูไม่ให้ผมไปหรือ?”
ซูปิ่งหลงมองสำรวจหลินเซียวอย่างลึกซึ้ง
“เห็นแก่ที่คุณเคยช่วยตระกูลซู ผมขอเตือนสักคำ เรื่องในกรุงปักกิ่งไม่ใช่สิ่งที่คุณจะมองให้ออกได้ อย่าเข้าไปพัวพันลึกเกินไป”
