เสียงนั้นฟังดูอ่อนแรงไร้เรี่ยวแรง
ไม่ว่าอย่างไร ช่วงหลายวันที่ผ่านมาเธอก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กลุ่มชูเจี้ยนไปไม่น้อย ใครจะคิดว่าทุกอย่างกำลังจะสูญเปล่า แถมยังต้องจบลงด้วยวิธีแบบนี้
มุมปากของเจียงชูหนิงยกขึ้นอย่างรวดเร็ว
“จะตายก็ตายด้วยกันไปเลย อย่างไรฉันก็ล้มเหลวในกรุงปักกิ่งแล้ว กลับไปก็มีแต่ทางตาย”
เธอพูดประโยคนี้ด้วยรอยยิ้ม น้ำเสียงผ่อนคลายและสงบนิ่ง ราวกับมองความเป็นความตายทะลุปรุโปร่งแล้ว
เธอฝากอนาคตไว้กับหลินเซียว
หลิ่วอวิ้นสัมผัสได้ถึงความแน่วแน่ของเจียงชูหนิง จึงทั้งตกใจและสับสนอยู่บ้าง
“แน่ใจเหรอ?”
เจียงชูหนิงเงยหน้าสบตาอีกฝ่ายโดยไม่ลังเล
“แน่ใจ ฉันบอกเธอไว้ก็ได้ ถ้าหลินเซียวไม่สู้ เขาจะมีชีวิตอยู่ได้แค่ครึ่งปี ชะตาของเราสองคนผูกติดกันด้วยเหตุบังเอิญไปแล้ว ถ้าไม่เชื่อเขาแล้วจะให้ฉันเชื่อใครล่ะ?”
เธอมองอีกฝ่ายอย่างมีนัย
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลิ่วอวิ้นก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมา
“ครึ่งปี? เขา...ก็ไม่ได้ป่วยอะไรนี่ เมื่อคืนฉันตรวจดูให้เขาคร่าว ๆ แล้วด้วย”
เธอกล่าวอย่างไม่เข้าใจ
เจียงชูหนิงยิ้มแล้วตอบว่า “ไม่ได้ตายเพราะป่วยหรอก”
เธอไม่ได้พูดอะไรต่อ
หลิ่วอวิ้นไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ได้ถามต่อ เพียงนั่งเงียบ ๆ บนโซฟาและจมอยู่กับความคิดของตัวเอง
ทุกอย่างยุ่งเหยิงไปหมดแล้ว
หลินเซียวมีชีวิตอยู่ได้แค่ครึ่งปีงั้นหรือ?
ในเวลานี้ ความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูกก็ผุดขึ้นในใจเธออีกครั้ง
เจียงชูหนิงมองเธออย่างลึกซึ้ง ก่อนจะยิ้มแล้วพูดว่า “อวิ้นอวิ้น ฉันรู้ว่าเธอเป็นคุณหนูใหญ่ตระกูลหลิ่ว วางใจเถอะ ถ้าเกิดปะทะกับตระกูลลู่ขึ้นมาจริง ๆ ข้อตกลงเดิมพันของเราก็ถือเป็นโมฆะ ฉันจะไม่ลากเธอเข้ามาเกี่ยวด้วย”
