ติงเหว่ยถูกเตะจนเซแทบล้มลงกับพื้น
เขาหันกลับไปจ้องหลิวซานเอ๋อร์เขม็ง
หลิวซานเอ๋อร์ถลึงตามองเขาอย่างเย็นชา ก่อนกล่าวว่า “รีบพูดเข้าสิ”
ติงเหว่ยกัดฟันแน่น ไฟโกรธลุกโชนในใจ
หลิวเหล่าซาน คอยดูเถอะ ถ้าแกกล้าหลอกฉัน!
เขาถลึงตาใส่อีกฝ่ายอย่างดุดัน ก่อนจะหันไปมองหลินเซียว
แต่จะพูดอะไรล่ะ?
ไฟโกรธในใจปะทุขึ้นอีกครั้ง เขาเริ่มหมดความอดทน จึงหันขวับไปทางหลิวเหล่าซานแล้วตะคอกว่า “แกพูดมาก่อนสิวะ อย่ามัวปิดบังฉัน!”
ถึงอย่างไรก็เป็นถิ่นของตัวเองแท้ ๆ แต่กลับต้องมาถูกกดดันจนกลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้ ช่างน่าอึดอัดจริง ๆ
หลิวเหล่าซานเดาได้อยู่แล้ว จึงพยักหน้าเบา ๆ “ได้ ฉันพูดก็ได้ ขอพูดแค่ประโยคเดียวนะ”
ติงเหว่ยขมวดคิ้ว จ้องเขาไม่วางตา
มุมปากหลิวเหล่าซานค่อย ๆ ยกขึ้น “เมื่อคืนฉันไปงานเลี้ยงวันเกิดที่ตระกูลจ้าวจัด”
พอพูดจบ เขาก็เลิกคิ้วให้ติงเหว่ย สีหน้าเบิกบานราวกับกำลังตื่นเต้นสุดขีด
หลินเซียวอดเหลือบมองหลิวเหล่าซานไม่ได้
อวดเก่งจริง ๆ
แต่พอนึกว่าทั้งคู่เป็นคู่ปรับเก่ากัน เขาก็ไม่ได้ใส่ใจ
ติงเหว่ยขมวดคิ้วแน่น
“แกไปแล้วไง? อยากไปก็ไปสิ จะมาบอกฉันทำไมวะ พูดจาไร้สาระ!”
เขาเดือดดาลขึ้นมาทันที แล้วพูดอย่างไม่สบอารมณ์
รอยยิ้มของหลิวซานเอ๋อร์หุบลง
“แกนี่มันโง่บรม”
เขาคร้านจะมองอีกฝ่ายแล้ว
ติงฮ่าวเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ ร่างพลันสั่นสะท้าน รีบขยับเข้าไปใกล้ติงเหว่ยแล้วกระซิบว่า “พ่อ ขั้นหก! สองคนนั้นจากตระกูลลู่กับสำนักเจินอู่ที่อยู่ขั้นหกน่ะ ตายแล้ว! งานเลี้ยงตระกูลจ้าว!”
