หลินเซียวเห็นภาพชัดแล้วก็เผยรอยยิ้มออกมาทันที
วิธีต่อสู้นี่เรียบง่ายจริง ๆ แต่ต้องยอมรับว่าคำพูดไม่กี่ประโยคนี้น่าสนใจกว่าการยั่วยุของบริษัทเทียนเอิน กรุ๊ปมาก
เขาแขวนป้ายไว้ได้ถูกจุดพอดี ใครก็ยากจะเอาลง
ซูเมี้ยวเมี้ยวกำลังมองอยู่เช่นกัน เธอเม้มปากยิ้ม ดวงตาคู่งามฉายแววอับจนใจไม่ต่างกัน
“ใครคิดป้ายผืนนี้ขึ้นมาเหรอ?” เธอถาม
หลินเซียวหัวเราะ “ชูหนิงคิดมั้ง ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”
ชูหนิง...
ดวงตาคู่งามของซูเมี้ยวเมี้ยวเผยแววครุ่นคิด แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
หลินเซียวกำลังจะพูด ทันใดนั้นก็เห็นร่างคุ้นตาคนหนึ่งในกลุ่มคนที่วิ่งกรูกันออกมา
เขาเลิกคิ้ว ใช้แรงส่งจากเท้าพุ่งตามไปอย่างรวดเร็ว
เสิ่นหมิงจวิ้นกับซุนหยางหยางหนีไปแล้ว ไม่เห็นแม้แต่เงา ส่วนคนที่เหลือคนนี้จะปล่อยให้หนีไปไม่ได้
ซูเมี้ยวเมี้ยวมองตามอย่างสงสัย ก่อนจะรีบก้าวเท้าตามไป
ท่ามกลางฝูงชน หวังอี้หมิงก้มหน้าก้มตาปะปนอยู่ในกลุ่มคนอย่างลับ ๆ ล่อ ๆ มือปิดปากไว้พลางเร่งฝีเท้า ท่าทางร้อนตัวอย่างเห็นได้ชัด
ขณะที่เขาคิดว่าตัวเองหลบเคราะห์พ้นแล้ว...
เพียะ!
จู่ ๆ ก็มีคนตบไหล่เขาอย่างแรง
หวังอี้หมิงตกใจจนแทบสิ้นสติ
“อ๊าก!”
เขาร้องออกมาอย่างตื่นตระหนก พอเงยหน้าขึ้นก็สบกับรอยยิ้มของหลินเซียว หัวใจพลันเย็นวาบ
คนรอบข้างเห็นดังนั้นก็พากันหลีกทาง สีหน้าหวาดกลัวกันถ้วนหน้า
หลินเซียวพูดเสียงเรียบ “อึดดีนี่ ยังวิ่งไหวด้วยเหรอ?”
