เขาตื่นเต้นอยู่บ้าง
แม้ช่วงหลายวันมานี้จะไม่ได้ติดตามราคาตลาด แต่ความต้องการสมุนไพรย่อมเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ พอดีของในมือก็เหลือไม่มากแล้ว
คราวนี้คงใช้จ่ายได้อีกพักใหญ่
อวิ๋นเยว่เอ่ยช้า ๆ ว่า “ตอนเก็บสมุนไพรไม่ได้สังเกตให้ดี จำได้ว่าข้างในเหมือนจะมีต้นหนึ่งอายุเกือบพันปี ไว้คุณลองดูเองแล้วกัน”
หลินเซียวใจสะท้าน
พันปี!
เขารีบค้นกองสมุนไพร แล้วก็พบของที่แตกต่างจากชิ้นอื่นจริง ๆ
มันคือโสม หลินเซียวดูไม่ออกว่าเป็นพันธุ์อะไร แต่ขนาดของมันนี่สิ...
โห
หลินเซียวกำโสมไว้ พลางยิ้มจนหุบไม่ลง
อวิ๋นเยว่สังเกตเห็น คิ้วเรียวขมวดน้อย ๆ ก่อนเอ่ยอย่างรังเกียจว่า “ก็แค่สมุนไพรต้นเดียว ทำไมดีใจซะขนาดนั้น ไม่ได้เรื่องเลย”
หลินเซียวหัวเราะ
“คุณไม่เข้าใจหรอก ของนี่เป็นสมบัติล้ำค่าสำหรับพวกเราเลยนะ”
เขาใช้ประโยชน์จากมันไม่เป็น แต่เจียงชูหนิงทำได้
ถ้าเจียงชูหนิงเห็นเข้า คงดีใจจนยิ้มแก้มปริแน่ ๆ
โสมพันปีเชียวนะ
อวิ๋นเยว่ไม่ได้ใส่ใจนัก กินไปได้สักพัก จู่ ๆ ก็ได้กลิ่นแปลก ๆ จึงขมวดคิ้ว
“กลิ่นอะไรน่ะ?”
เธอถามอย่างสงสัย พลางวางตะเกียบลง
หลินเซียวชะงักไปเล็กน้อย ก่อนห่อสมุนไพรกลับตามเดิม แล้วกวาดตามองไปรอบ ๆ จึงเห็นว่าบนพื้นไม่ไกลกันมีศพสี่ร่างวางอยู่
“คงเป็นกลิ่นจากตัวพวกนั้นมั้ง เริ่มเหม็นแล้วใช่ไหม?”
หลินเซียวถามอย่างสงสัย ทั้งยังแปลกใจอยู่บ้างว่าทำไมถึงเริ่มมีกลิ่นเร็วขนาดนี้
