[เสี่ยวเยว่ นับตั้งแต่ข้าหนีออกมาจากที่นั่น ก็ถูกกำหนดให้ตายอยู่แล้ว]
[เจ้าจะยอมตายไปกับข้าหรือ? ฮ่า ๆ ข้าดีใจยิ่งนัก เช่นนั้นเมื่อเจ้าได้ชื่นชมผลงานชิ้นเอกของข้าเสร็จแล้ว ก็จงมาพบข้าเถิด]
[ข้ายอมให้เจ้าเสียใจ แต่เสิ่นเยว่ หากวันหนึ่งเจ้าเสียใจ กลับไปสู่อดีต ก็อย่างได้มาหาข้าเด็ดขาด ยิ่งอย่าคิดเปลี่ยนแปลงข้า ไม่เช่นนั้นตัวข้าในอดีตจะลงมือสังหารเจ้าอย่างไม่ลังเล จดจำไว้ให้ดี]
[เจ้ารู้หรือไม่ ทางเลือกที่แตกต่างกันเพียงหนึ่งเดียว ก็อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง หากเจ้าไม่เหมือนข้า หากข้าไม่สงสารเจ้าแล้ว ตัวข้าที่อยู่ในความทรงจำของเจ้าก็จะไม่ใช่ตัวข้าในความเป็นจริงอีกต่อไป]
[ไม่เข้าใจ? ไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร เจ้าแค่ต้องรู้ไว้ว่า ความทรงจำไม่ใช่จิตวิญญาณ นั่นก็เพียงพอแล้ว]
[จงอย่าสับสนระหว่างความทรงจำกับความจริงเป็นอันขาด]
เสิ่นเยว่ไม่รู้ว่าทำไม จู่ ๆ ก็คิดถึงคำพูดที่เสิ่นฮุ่ยในความทรงจำเคยพูดกับนาง
ความจริงตั้งแต่ตื่นขึ้นมาครั้งนี้ เสิ่นเยว่ก็ครุ่นคิดมาตลอดว่า แท้จริงแล้วนางคือใคร?
คือเสิ่นเยว่ในความทรงจำที่เก่งไปซะทุกเรื่อง หรือว่าเสิ่นเยว่ที่กว่าจะได้เข้าใจว่าความรักของครอบครัวเป็นเช่นไร
คือเสิ่นเยว่ที่ไม่เคยได้พูดคุยอะไรกับพวกพี่ชาย หรือว่าเสิ่นเยว่ที่เริ่มได้มีปฏิสัมพันธ์กับพวกพี่ชาย
คือเสิ่นเยว่ที่ใช้เล่ห์กลมาได้ถึงเพียงนี้ หรือว่าเสิ่นเยว่ที่มอบใจจริงออกไปและก็ได้รับใจจริงกลับมา
นางสับสนยิ่งนัก
ในหัวของนางมีความทรงจำอยู่สองชุด บางครั้งนางถึงกับแยกไม่ออกเลยว่า อันไหนกันแน่คือความจริง
ยิ่งกว่านั้น ความทรงจำทั้งสองนี้ก็ไม่สอดคล้องต้องกัน
เรื่องในเรือนจำนั้นนางจำได้หมดทุกอย่าง แต่มันเหมือนกับได้ดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง แม้จะรู้เรื่องราวและเหตุผลเบื้องหน้าเบื้องหลัง แต่ก็ไม่รู้สึกร่วมไปด้วยจริง ๆ สำหรับนางแล้ว มันเหมือนเป็นเรื่องของคนอื่นที่ได้ประสบมา
