เสิ่นเยว่ถูกกลิ่นอาหารหอม ๆ ปลุกให้ตื่น
เธองัวเงียลืมตา แล้วก็เดินตามสัญชาตญาณดุ่ม ๆ ไปที่ห้องครัว ที่นั่นเธอพบกับเงาร่างห้าคนที่กำลังขมักเขม้นกันอยู่
เสิ่นเยว่ไม่ได้สนใจว่าคนพวกนั้นเป็นใคร เป้าหมายของเธอคืออาหารที่ทำเสร็จแล้ววางอยู่บนโต๊ะต่างหาก
นอนมาทั้งบ่าย เสิ่นเยว่เริ่มหิวแล้ว แต่เธอก็รู้ดีว่าตอนนี้อาหารพวกนี้ที่วางอยู่ตรงหน้า เธอไม่ได้ลงแรงทำอะไรเลยสักนิด ดังนั้นมันก็ไม่ใช่ของเธอ เธอได้แค่มอง
หลังจากใช้กับข้าวตรงหน้าเป็นแรงบันดาลใจ และเลือกอาหารเย็นที่อยากกินได้เรียบร้อยแล้ว เสิ่นเยว่ก็หยิบกระดาษโน้ตเล็ก ๆ ออกมา เตรียมจะใช้โอกาสครั้งสุดท้ายเพื่อสั่งอาหาร
ทว่าพี่เสิ่นมองเห็นการกระทำของเสิ่นเยว่ก่อน เขากดมือเธอไว้ แถมยังแย่งปากกากับกระดาษไป พับเก็บใส่กระเป๋าเธอเรียบร้อย แล้วถึงพูดด้วยน้ำเสียงออกคำสั่งแต่พูดเบา ๆ ว่า “ไปนั่งรอที่ห้องอาหาร กับข้าวใกล้เสร็จแล้ว”
แม้ว่าสีหน้าของพี่เสิ่นจะดูไม่ค่อยพอใจ แววตาก็มองดุ ๆ ด้วย แต่ท่าทางของเขากลับอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ มันตัดกับบุคลิกโดยรวมของเขาอย่างสิ้นเชิง
ชั่วขณะนั้น ทุกคนก็นึกถึงคำ ๆ หนึ่งขึ้นมาได้ เทพบุตรใจดี (แต่ปากแข็ง)
[กรี๊ดดดด ไม่เคยเห็นพี่เสิ่นทำตัวอ่อนโยนแบบนี้มาก่อนเลย]
[นึกถึงตอนที่พี่เสิ่นเจอเยว่เยว่ครั้งแรกเลย ทำท่าเหมือนไม่เต็มใจจะรับเท่าไหร่]
[เราว่า ตอนนั้นอาจจะมีเรื่องเข้าใจผิดอะไรสักอย่างนะ]
[นิสัยพี่เสิ่นแบบนั้น ต้องโมโหที่รักไม่ยอมสู้แน่ ๆ เราเดาว่าต้องเกี่ยวกับไอ้เด็กผู้ชายที่หลอกเยว่เยว่ตามที่เพิ่งพูดถึงกันไปแน่]
