เสิ่นเยว่นอนเอกเขนกอยู่บนเตียงจนถึงค่ำ ท้องเริ่มร้อง แต่ก็ยังไม่มีใครยกข้าวมาให้
เพิ่งจะนึกได้ ว่าบ้านนี้ไม่ใช่บ้านเดิมอีกแล้ว แต่เป็นบ้านที่เสิ่นอี้เฉินตั้งกฎเหล็กสิบข้อไว้
กฎข้อแรกที่ปักไว้สูงสุดคือห้ามกินข้าวบนเตียง
ช่างน่าโมโหสิ้นดี
รู้แบบนี้แต่แรก น่าจะเปลี่ยนเงื่อนไขตอนพันแผลให้พี่ชายสี่เป็น 'ขอกินข้าวบนเตียงได้' ยังจะดีกว่า พรุ่งนี้เสาร์-อาทิตย์ ท่านพี่ก็ไม่อยู่บ้าน จะนอนตื่นสายแค่ไหนก็ไม่มีใครว่า
เสิ่นเยว่เพิ่งฉุกคิดได้ว่าตัวเองอาจพลาดท่าเสียแล้ว
นึกแล้วหมั่นไส้ตัวเองชะมัด
เมื่อเป็นแบบนี้ ก็จำต้องลากสังขารไปกินข้าวที่ห้องอาหารอย่างว่าง่าย
ตอนเสิ่นเยว่ไปถึง เสิ่นจี้เจ๋อนั่งอยู่ที่โต๊ะแล้ว ตรงหน้ามีกับข้าวสำหรับหนึ่งคน ล้วนเป็นของเบา ๆ กับข้าวสวยอีกหนึ่งถ้วย
เสิ่นเยว่นั่งลงที่เก้าอี้ คนครัวไม่ทันถามด้วยซ้ำว่าอยากกินอะไร ก็ยกกับข้าวที่ทำเสร็จแล้วมาเสิร์ฟทันที
มีน้ำซุปหนึ่งถ้วย กับกับข้าวพื้น ๆ อีกสองสามอย่าง ดูไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น
เสิ่นเยว่คีบชิมคำหนึ่ง หน้าตาดูพื้น ๆ แต่รสชาติใช้ได้
เสิ่นเยว่รู้ทันที ว่าต้องเป็นท่านพี่ใหญ่อีกแล้วที่สั่งกำชับไว้ก่อนไป ก็เลยไม่พูดอะไรต่อ
อร่อยก็พอ เรื่องอื่นช่างมัน
แต่กินไปกินมา จู่ ๆ เสิ่นเยว่ก็รู้สึกแปลก ๆ
ทั้งเธอและพี่ชายสี่เหมือนจะชินกับการกินโดยไม่ให้เกิดเสียงช้อนส้อมกระทบกัน และไม่เคี้ยวเสียงดังจนน่ารำคาญ โต๊ะกินข้าวของทั้งสองคนตอนนี้จึงมีเพียงเสียงเคี้ยวเบา ๆ
แม้แต่เสียงเคี้ยวนั้นก็เบาจนแทบไม่ได้ยิน
