หลังจากหยอกล้อกันจนวุ่นวาย เสียงหัวเราะยังคงก้องอยู่ในอากาศ เย่หยางตบต้นขาฉาดแล้วตะโกนเสียงดังว่า “ได้เวลากินข้าวแล้ว!”
งานเลี้ยงอาหารทะเลมื้อนี้ไม่ธรรมดาเลย กุ้งมังกรแต่ละตัวอวบใหญ่พอๆ กับท่อนแขนเด็ก หอยเม่นสีทองอร่ามกองพูนเป็นภูเขาลูกย่อม ส่วนหอยเป๋าฮื้อก็อวบอ้วนชุ่มฉ่ำจนเป็นมันวาว แม้จะชวนน้ำลายสอแค่ไหน ก็ต้องถ่ายรูปเก็บไว้ก่อน!
เย่เสี่ยวหยูกับเพื่อนร่วมห้องอีกสามคนรีบควักโทรศัพท์ออกมา ราวกับกำลังแย่งอั่งเปา แล้วเล็งกล้องไปยังอาหารเต็มโต๊ะ กดชัตเตอร์รัวไม่หยุด
ถ่ายแนวนอน ถ่ายจากมุมสูง ถ่ายเฉียง เปลี่ยนมุมกล้องเร็วยิ่งกว่าเปลี่ยนเสื้อผ้า
คนที่ตื่นเต้นที่สุดเห็นจะเป็นเฉินเมิงเมิง เธอทิ้งตัวลงนั่งยองๆ กับพื้น แล้วโพสท่าเคียงข้างกุ้งมังกรตัวใหญ่สีแดงสดทั้งห้าตัว ยิ้มจนเห็นเขี้ยวเล็กๆ แม้แต่ก้ามกุ้งยังดูตั้งใจโพสท่ากว่าเธอเสียอีก
ถ่ายรูปเสร็จ ในที่สุดก็ได้ลงมือตักกินเสียที
ทั้งห้าคนนั่งล้อมวงใต้ต้นท้อ สายลมอ่อนๆ พัดผ่านแก้ม กลิ่นทะเลผสมกับกลิ่นดอกไม้โชยมาแตะจมูก ทุกคนแกะกุ้งพลางคุยกันพลาง สบายใจราวกับแช่อยู่ในน้ำอุ่น
ในสายตาของเย่หยาง ภาพตรงหน้างดงามเหลือเกิน ฝั่งตรงข้ามมีสาวน้อยวัยใสและร่าเริงนั่งอยู่สี่คน ส่วนกับน้องสาวอย่างเสี่ยวหยู เขาย่อมต้องวางมาดขรึมสมกับเป็นพี่ชาย
ส่วนสาวอีกสามคนก็มีเสน่ห์โดดเด่นกันคนละแบบ เฉินเมิงเมิงเหมือนขนมแป้งข้าวเหนียวที่เพิ่งยกออกจากหม้อนึ่ง ทั้งน่ารักนุ่มนิ่มและหอมหวาน หลี่หมิงเชียนปกติมักทำหน้าเย็นชา แต่พอยิ้มขึ้นมา ดวงตาก็โค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยว
