เย่หยางยิ้มแล้วชี้ไปยังมุมร่มตรงท้ายเรือ “พี่เฉิน อยู่ที่เดิมเลยครับ ไม่ได้ขยับไปไหน”
เฉินจื่อเฮ่ามองตามทิศทางที่เขาชี้ โอ้โห!
ใต้ผ้าใบมีปลาจวดเหลืองใหญ่กองพะเนินเป็นประกายสีทอง ผิวปลามันวาวเหลือบแสงคล้ายสำริด ดูราวกับกองเงินตำลึงสำริดที่เพิ่งยกออกจากเตาไม่มีผิด
“โห! ตัวใหญ่กว่าคราวก่อนอีกนะ!”
เขาขยับเข้าไปใกล้สองก้าว ย่อตัวลงตรวจดูอย่างละเอียด ยิ่งมองมุมปากก็ยิ่งอดยกขึ้นไม่ได้
ในกองนี้ไม่มีปลาตัวไหนหนักไม่ถึงสองชั่งเลยสักตัว!
ทุกตัวหนักอย่างน้อยสามถึงสี่ชั่ง ลำตัวอวบหนา พุงป่องราวกับจะแตก
เขาคุ้ยปลาตัวใหญ่ ๆ ออกมานับดูอีกที ราชันปลา หนักเกินสิบชั่งมีตั้งเจ็ดแปดตัว!
ตัวที่อวบใหญ่ที่สุด ลำตัวหนาเกือบเท่าแขนเด็ก คาดว่าอย่างน้อยก็หนักสิบห้าถึงสิบหกชั่งขึ้นไป!
ปลาขนาดนี้ถ้าเอาไปวางขายในตลาดสด รับรองว่าเป็นของดีประจำร้านที่ต้องตั้งไว้เชิดหน้าชูตาแน่นอน
หัวใจของเฉินจื่อเฮ่าเต้นเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว คราวก่อนพอปลาชุดนั้นขึ้นโต๊ะ แค่บรรดาเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในท้องถิ่นก็แย่งกันจองโต๊ะจัดงานเลี้ยงเมนูปลาจวดเหลืองล้วนถึงสามโต๊ะ แถมบัญชีคลิปวิดีโอของภัตตาคารยังมีผู้ติดตามเพิ่มขึ้นแปดหมื่นคนในคืนเดียว
ปลาชุดนี้คงทำให้เหล่าบล็อกเกอร์ดังมาเข้าแถวถ่ายวล็อกกันแน่!
เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง ก้มลงบีบเหงือกปลา พลิกดูท้องปลา แล้วโน้มเข้าไปดมใกล้ ๆ อย่างละเอียด
เห็นได้ชัดว่าเกล็ดเรียงตัวเป็นระเบียบ ไม่มีรอยขูดขีดหรือรอยถลอก เหงือกแดงสด ดวงตาใสแจ๋ว แม้แต่หางปลาก็ยังสมบูรณ์ไม่มีตำหนิ
