ลู่เซียวยืนอยู่ใต้ต้นพลับจนแทบกลายเป็นรูปปั้น
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไร ในที่สุดประตูไม้ก็ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ก่อนถูกผลักเปิดออก ซูม่านจึงเดินออกมาจากในบ้าน
ซูม่านสวมชุดกระโปรงยาวลายดอกไม้ที่เข้ารูปตรงเอว ในมือประคองชามสตรอว์เบอร์รีที่เพิ่งล้างเสร็จ ส่วนในปากก็ยัดผลหนึ่งไว้จนแก้มตุ่ย
ทันทีที่เธอเงยหน้าขึ้นเห็นคนที่ยืนอยู่หน้าประตู สตรอว์เบอร์รีแทบจะสำลักลงหลอดลม
เขายังคงยืนอยู่ใต้ต้นพลับตรงหน้าประตู ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย ดูอ่อนล้าราวกับถูกโลกทั้งใบทอดทิ้ง
เมื่อได้เห็นเธอ แววตาคู่นั้นก็พลันมีประกายขึ้นมาเสียที
ซูม่านกลืนสตรอว์เบอร์รีลงคออย่างทุลักทุเล ก่อนมองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย จากนั้นก็ยกชามในมือขึ้น ทำท่าราวกับจะขว้างใส่
“ทำไมยังไม่ไปอีก รีบไปเสียที...”
ลู่เซียวยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
“ฉันบอกให้ไป ไม่ได้ยินหรือไง” ซูม่านขึ้นเสียงสูง ปลายเสียงสั่นอย่างเห็นได้ชัด
เธอจ้องเขาด้วยดวงตาแดงก่ำ ใบหน้าเล็กสวยเกร็งแน่น
“เลิกทำเป็นรักลึกซึ้งได้แล้ว!”
“รีบกลับเมืองจิงของคุณ ไปเป็นประธานลู่ผู้ยิ่งใหญ่ของคุณ เป็นทายาทตระกูลมหาเศรษฐีของคุณ!”
“หมู่บ้านเล็ก ๆ อย่างเราไม่มีที่ให้ผู้สูงส่งอย่างคุณหรอก!”
ลูกกระเดือกของลู่เซียวขยับ เขาอยากอ้าปากพูดอะไรสักอย่าง
อยากบอกเธอว่าเขาไม่ได้ตั้งใจลืมเธอ ตลอดหลายวันที่ผ่านมานี้ เขาไม่เคยหยุดตามหาเธอเลยแม้แต่ชั่วขณะ
อยากบอกเธอว่า ต่อให้ความทรงจำว่างเปล่า ทั้งร่างกายและสัญชาตญาณของเขาก็ยังพุ่งเข้าหาเธอครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่ถ้อยคำเหล่านั้นกลับอัดแน่นอยู่ในลำคอ หนักอึ้งจนเขาเอ่ยออกมาไม่ได้สักคำ
เพราะเขารู้ดีว่าความน้อยใจของเธอเป็นเรื่องจริง
เรื่องที่เธอถูกเขาลืมเป็นเรื่องจริง ความหวาดกลัวที่เธอต้องเผชิญเพราะถูกลักพาตัวก็เป็นเรื่องจริงเช่นกัน
บาดแผลเหล่านั้นไม่ได้เลือนหายไปเพียงเพราะ “เขาไม่ได้ตั้งใจ”
