เจียงซื่อยกเปลือกตาขึ้นอย่างเกียจคร้าน สายตาพลันปะทะเข้ากับดวงตาเย็นเยียบจนน่ากลัวของโจวเหยี่ยน
ชายหนุ่มสองคนยืนประจันหน้ากัน ห่างไม่ถึงหนึ่งเมตร บรรยากาศตึงเครียดราวกับพร้อมปะทุ กลิ่นอายเหมือนดินปืนที่จ่อประกายไฟเข้มข้นเสียจนแทบทำให้คนหายใจไม่ออก
คนหนึ่งมีบุคลิกเย็นชา สายตาหลังเลนส์แว่นราวกับเคลือบด้วยน้ำแข็ง
อีกคนมีผมสีเงินโดดเด่น แววตาและคิ้วเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงและไม่แยแส
หลินหางที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ค่อย ๆ กอดเหรียญเกมในมือไว้แนบอกโดยไม่รู้ตัว ก่อนถอยหลังไปครึ่งก้าวอย่างระแวดระวัง กลัวจะโดนลูกหลงเข้าให้
เจียงซื่อกระตุกมุมปาก รอยยิ้มนั้นทั้งเย็นชาและเจ้าเล่ห์
“ม่านม่าน” เขาใช้นิ้วถูแก้มนุ่มนิ่มของซูม่านอย่างเป็นธรรมชาติ ท่าทางสนิทสนมจนบาดตา “ออกมาเที่ยวทั้งที เรียกโจวเหยี่ยน แต่ไม่เรียกเพื่อนคนนี้เลยหรือไง?”
ซูม่านไม่ทันสังเกตเห็นบรรยากาศที่ผิดปกติ เธอกะพริบดวงตากลมโตแล้วตอบอย่างซื่อตรง “บังเอิญเจอพี่โจวพอดีน่ะค่ะ พี่เจียงยุ่งมาก หนูเลยไม่อยากรบกวน”
สายตาของโจวเหยี่ยนจับจ้องมือของเจียงซื่อที่โอบเอวซูม่านไว้แน่น
“เจียงซื่อ” โจวเหยี่ยนเอ่ยทีละคำ น้ำเสียงเย็นลงจนถึงขีดสุด “เอามือออกไป”
ซูม่านชะงักงัน มองซ้ายทีขวาทีอย่างงุนงง “พี่คะ เป็นอะไรไป…”
เจียงซื่อไม่ยอมปล่อยมือ ตรงกันข้าม แขนที่โอบเอวเธอกลับกระชับแน่นขึ้นอีกเล็กน้อย
เส้นเลือดตรงขมับของโจวเหยี่ยนกระตุกอย่างแรง แต่เจียงซื่อกลับทำราวกับไม่เห็น น้ำเสียงยังคงยียวนชวนให้คนอยากต่อย
“โจวเหยี่ยน ทำไมช่วงนี้อารมณ์ร้อนทุกวันเลยล่ะ? นายไม่รู้ดีที่สุดหรือไงว่าฉันกับม่านม่านเป็นอะไรกัน?”
แววตาของโจวเหยี่ยนเย็นเยียบจนน่าสะพรึง เขาย่อมรู้ดี ไอ้เวรนี่ไม่มีเจตนาดีมาตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอซูม่านแล้ว และยิ่งรู้ดีว่าทุกคำที่เจียงซื่อพูดจงใจเหยียบเส้นความอดทนของเขา
