ดูเหมือนจะรู้สึกถึงสายตาที่จับจ้อง ซูม่านเงยหน้าขึ้นอย่างแม่นยำ สบตากับหลินหว่านที่มองมาในความว่างเปล่าพอดี
หลินหว่านเชิดคางขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มของเธอเปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจและความภาคภูมิใจ ทั้งยังแฝงความรู้สึกเหนือกว่าและโอ้อวดอย่างปิดไม่มิด
ซูม่านส่งยิ้มกลับไปให้เธอเช่นกัน
บริสุทธิ์ อ่อนโยน ไร้พิษภัย ดูอย่างไรก็เหมือนกระต่ายน้อยที่ได้รับความเอ็นดูจากรุ่นพี่สาวจนทำตัวไม่ถูก
หลินหว่านพอใจแล้วจึงละสายตากลับไป
ซูม่านก็ก้มหน้าลงเช่นกัน
แต่ในชั่วขณะที่แพขนตายาวทิ้งตัวลง มุมปากของเธอกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มร้ายกาจสุดขีด มีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้นที่รู้
【โฮสต์...】เสียงของระบบฟังดูซับซ้อนอยู่บ้าง 【เมื่อกี้หลินหว่านหัวเราะเสียงดังมากเลยนะ】
“อืม”
【ตอนนี้เธอต้องคิดว่าโฮสต์เป็นหมารับใช้ที่ซื่อสัตย์ที่สุดของเธอแน่ ๆ】
“อืม”
【เธอคงคิดว่าโฮสต์ไม่เป็นภัยกับเธอเลยใช่ไหม】
“อืม”
【เธอไม่รู้เลยว่าโฮสต์กำลังแอบแย่งคนของเธออยู่ น่าสงสารจัง】
“น่าสงสารอะไรกัน...” เสียงของซูม่านลอยมาแผ่วเบา “เขาเป็นคุณหนูตระกูลร่ำรวย ถึงฐานะจะสู้พื้นเพของพระเอกไม่ได้ แต่ก็ใช้ชีวิตสุขสบายอยู่ดี”
“แกน่าจะสงสารตัวเองมากกว่า ไม่รู้ว่าผลิตออกมากี่ปีแล้ว ป่านนี้ยังหาเงินซื้อกางเกงในสักตัวไม่ได้เลย”
【...โฮสต์... ฉันวั่งไฉกำลังจะกระอักเลือดตายแล้ว...】
ซูม่านไม่สนใจวั่งไฉที่ถูกแทงใจดำอีกต่อไป
หลังจัดการขั้นตอนรายงานตัวเสร็จ สายตาของเธอก็หันไปจับจ้องเสิ่นจือสิงอีกครั้ง
ไล่สายตาลงไปทีละนิด...
【โฮสต์ มองอีกแล้วนะ】ระบบพูดด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์
ระบบยังพูดไม่ทันจบ โทรศัพท์ของซูม่านก็สั่นขึ้นมาอีกครั้ง
หัวใจเธอกระตุกเบา ๆ พอกดเปิดดู ก็เห็นข้อความส่วนตัวในวีแชต
ส่งมาจากผู้ชายที่เพิ่งรับเป็นเพื่อนกันเมื่อครู่นี้ รูปโปรไฟล์เป็นแมวอ้วนหน้าบึ้งตัวหนึ่ง
【เสิ่นจือสิง】:สัมภาระ ถือไหวไหม?
【โฮ...โฮสต์!】ระบบตื่นเต้นจนแทบคลั่ง 【พระเอกเป็นฝ่ายทักมาก่อนจริง ๆ ด้วย!】
บนบันได ชายหนุ่มผู้เย็นชาและสง่างามยืนล้วงกระเป๋ากางเกงด้วยมือข้างเดียว กำลังมองเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉยเช่นกัน
ใบหน้าหล่อเหลาไร้อารมณ์ใด ๆ ราวกับข้อความส่วนตัวนั้นไม่ใช่ฝีมือเขา
ริมฝีปากแดงของซูม่านโค้งขึ้นเล็กน้อย เธอก้มหน้าพิมพ์ข้อความลงในช่องสนทนา พร้อมแนบสติกเกอร์แมวน้อยน้ำตาคลอเบ้า ท่าทางน้อยใจ
【หลินม่าน】:มะ...ไม่ต้องก็ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะรุ่นพี่เสิ่น [น่าสงสาร]
【เสิ่นจือสิงตอบกลับทันที】:มานี่ เธอลืมแล้วเหรอว่ายังฝากสัมภาระไว้ที่นี่
พอได้รับข้อความ เธอก็เงยหน้าขึ้น มองไปทางเสิ่นจือสิงอย่างตกใจ ก่อนจะรีบหลบสายตาอย่างลนลานแล้วก้มหน้าลง
ผมยาวดำขลับนุ่มสลวยไหลลงมาตามไหล่บาง ซ่อนใบหน้าขาวผ่องไปกว่าครึ่ง
--
บนบันได มุมปากของเสิ่นจือสิงขยับเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่สติกเกอร์แมวน้อย
ในหัวกลับผุดภาพดวงตาคู่นั้นของหญิงสาวขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย นัยน์ตาชุ่มฉ่ำราวกับมีหยาดน้ำเคลือบอยู่
...ไม่รู้ว่าตอนอยู่บนเตียง หากร้องไห้ขึ้นมาจะเป็นอย่างไร
เขาเก็บความคิดร้ายกาจนั้นลงไป
ชายหนุ่มมองซูม่านเดินมาหาอย่างไร้อารมณ์
“ไปกันเถอะ” น้ำเสียงทุ้มต่ำของชายหนุ่มเจืออำนาจที่ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ “พี่จะไปส่งที่หอพัก”
เขายื่นมือหมายจะยกกระเป๋าเดินทางแบบลากสองใบในมือเธอ
แพขนตายาวของซูม่านสั่นไหว มือเล็กขาวนุ่มทั้งสองข้างกำด้ามลากกระเป๋าไว้แน่น ดูราวกับนักเรียนดีเด่นที่กลัวว่าจะสร้างความลำบากให้รุ่นพี่
เสียงของเธอเบาจนแทบเหมือนเสียงยุง “ได้ยินอาจารย์ที่ปรึกษาบอกว่าวันนี้รุ่นพี่เสิ่นยุ่งมาก หนูค่อย ๆ ลากขึ้นไปเองก็ได้ค่ะ ไม่อยากรบกวนธุระสำคัญของรุ่นพี่”
เสิ่นจือสิงเลิกคิ้วเล็กน้อย สายตาหยุดอยู่ตรงลำคอที่เธอก้มต่ำจนแทบซ่อนมิด ผิวขาวผ่องตรงลำคอนั้นดูสะดุดตา แต่ยามนี้กลับแต่งแต้มด้วยสีชมพูจาง ๆ เพราะความประหม่า
“บอกแล้วไง พี่จะช่วยถือ” น้ำเสียงของเขายังคงทุ้มต่ำและเรียบเฉย แฝงบารมีของผู้มีอำนาจ
ซูม่านยังไม่ทันได้ตอบโต้ เขาก็ยื่นมือเข้ามาอย่างเอาแต่ใจ วางทับลงบนหลังมือที่กำด้ามลากกระเป๋าของเธอไว้
ชั่วขณะนั้น การเคลื่อนไหวของเขาชะงักลงเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น แววตาก็มืดลงไปอีกนิด
ซูม่านชักมือกลับราวกับถูกลวก แก้มขาวเนียนพลันแดงระเรื่อ ใบหูเล็กจิ้มลิ้มก็กลายเป็นสีชมพู ดูน่ารักชวนให้ใจสั่น
ซูม่านเงยหน้าขึ้นสบตาเย็นเยียบคู่นั้น ก่อนจะยิ้มอย่างซาบซึ้งราวกับได้รับความเมตตา “ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณนะคะรุ่นพี่เสิ่น”
น้ำเสียงนุ่มนวล ท้ายประโยคเชิดขึ้นเล็กน้อย เจือความหวานอยู่บาง ๆ
ลูกกระเดือกของเสิ่นจือสิงขยับขึ้นลง
นิ้วมือที่จับด้ามลากกระเป๋าของเขากระชับแน่นขึ้น ปลายนิ้วยังคงคล้ายหลงเหลือไออุ่นจากผิวกายของเธอ
ชายหนุ่มยกกระเป๋าเดินทางขึ้นอย่างไร้อารมณ์ แล้วหันหลังเดินจากไป
--
หลินหว่านกำลังต้อนรับนักศึกษาใหม่อยู่ข้าง ๆ จู่ ๆ ก็เห็นเสิ่นจือสิงช่วยนักศึกษาใหม่ถือกระเป๋าเดินทางด้วยตัวเอง ทั้งสองคนกำลังเดินเคียงกันออกไป
รอยยิ้มสมบูรณ์แบบตามแบบฉบับคุณหนูไฮโซของเธอแข็งค้างไปเล็กน้อย
“จือสิง?” เธอเรียกเขา
เสิ่นจือสิงหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมามอง
“เธออยู่ที่นี่ ต้อนรับนักศึกษาใหม่ต่อ” น้ำเสียงทุ้มกังวานของเขาเย็นชาไร้ความอบอุ่น
หลินหว่านกัดริมฝีปากแดงอย่างไม่เต็มใจ ก่อนจะเผลอคิดตามไปด้วย “แต่...ฉันอยากไปส่งรุ่นน้องกับคุณ”
“วันนี้แดดแรง” สายตาของเสิ่นจือสิงกวาดผ่านรองเท้าส้นสูงเรียวเล็กของเธอ น้ำเสียงยังคงเฉยเมย “ไม่ต้องลำบากเดินไปหรอก”
เส้นประสาทที่ตึงเครียดของหลินหว่านพลันคลายลง กลายเป็นความยินดีและหวานชื่นทันทีที่ได้ยินประโยคสุดท้าย
เขา...เขากำลังเป็นห่วงเธอ!
การไปส่งนักศึกษาใหม่ที่หอพักต้องเดินอีกไกล แดดก็แรงขนาดนี้ แถมเธอยังใส่รองเท้าส้นสูง หากตามไปด้วยคงเหนื่อยแย่
ที่แท้จือสิงกลัวเธอจะลำบาก กลัวเธอจะเหนื่อย ถึงได้อาสารับงานหนักไปทำเอง!
เขาส่งนักศึกษาใหม่คนนั้นออกไป ก็เพื่อให้เธอได้พักอยู่ในที่ร่มเท่านั้น
หัวใจของหลินหว่านค่อย ๆ กลับมาเต้นเป็นจังหวะปกติ ความรู้สึกเหนือกว่าบนใบหน้าหวนคืนมาอีกครั้ง
เธอโบกมือให้อย่างอ่อนโยนและเอาใจใส่ น้ำเสียงหวานใส “ได้สิ งั้นก็ทำตามที่คุณว่า รีบไปรีบกลับนะ”
ยังอุตส่าห์กำชับอย่างใส่ใจอีกประโยคว่า “ระหว่างทางระวังตัวด้วย”
เสิ่นจือสิงรับคำอย่างเย็นชา
หลินหว่านยืนอยู่ใต้ร่มกันแดด มองแผ่นหลังสูงสง่าของชายหนุ่ม หัวใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจอย่างยิ่ง
เธอก้มหน้าลงอย่างได้ใจ แล้วเปิดหน้าโมเมนต์ในโทรศัพท์อีกครั้ง
ความคิดเห็นของซูม่านโดดเด่นสะดุดตา
มุมปากของหลินหว่านยกสูงขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งมองก็ยิ่งอดหัวเราะออกมาไม่ได้
จู่ ๆ เธอก็รู้สึกว่า การมีลูกไล่ที่ว่าง่ายและรู้ความอย่างนี้คอยช่วยจับตาดูเสิ่นจือสิงแทนเธอในห้องทดลอง ก็ดูจะเป็นทางเลือกที่ไม่เลวเลย
“รุ่นน้องจน ๆ ก็คือรุ่นน้องจน ๆ นิสัยมองปราดเดียวก็รู้ทะลุปรุโปร่ง” หลินหว่านเก็บโทรศัพท์ด้วยความพึงพอใจ
