สายตาของฟู่เหิงจือหยุดอยู่บนหัวไหล่เปลือยของเธอ ผิวขาวราวกับหิมะที่ทับถมมานานนับพันปี ลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลง ก่อนจะรู้สึกว่าความขาวผ่องนั้นชวนให้ตาพร่า ริมฝีปากบางแนบลงเบา ๆ ฟันค่อย ๆ คาบสายเสื้อเส้นเล็ก ก่อนจะเขี่ยมันไปด้านข้าง
ซูม่านได้ยินเสียงที่หลุดจากลำคอตัวเอง คล้ายเสียงแมวร้อง ทั้งนุ่มทั้งแผ่วเบา
“ทำไมเสียงเบบี๋ถึงเพราะขนาดนี้?” เขาเอ่ย น้ำเสียงแหบพร่า “หืม?”
ปลายหูของซูม่านร้อนวูบ “ฉันไม่ได้...”
แขนที่ฟู่เหิงจือโอบรอบเอวเธอกระชับแน่นขึ้น ปลายนิ้วจมลงในเนื้อนุ่มบาง ๆ ตรงสีข้าง ทิ้งรอยแดงไว้บนผิว
เส้นเอ็นบนแขนของเขาปูดชัดยิ่งกว่าเดิม คดเคี้ยวจากข้อมือขึ้นไปถึงข้อศอก ราวกับแม่น้ำใต้ดินที่ไหลเชี่ยว ในที่สุดก็ทะลักผ่านเปลือกโลกขึ้นมา
……
หน้าต่างบานใหญ่ในห้องนั่งเล่นปิดไม่สนิท สายลมจึงลอดเข้ามาจากตรงนั้น พัดพากลิ่นอายฝนและรัตติกาลมาด้วย ตอนแรกมันแค่ลองแตะขอบม่านอย่างลังเล ก่อนจะเริ่มได้ใจและพุ่งตรงเข้าใส่กุหลาบสีชมพูที่อยู่ในห้อง
กุหลาบไหวเอนตามแรงลม ราวกับมีใครจับก้านไว้แล้วบิดหมุนไม่ยอมปล่อย
จากนั้นสายฝนก็โปรยลงมาในที่สุด เริ่มแรกมีเพียงหยดประปรายกระทบกระจก ไม่นานก็กลายเป็นเสียงซ่าซ่าดังสนั่น สาดเทลงมาราวกับฟ้าถล่ม
กุหลาบเปียกชุ่ม หยาดน้ำกลิ้งลงมาตามส่วนโค้งของกลีบดอก บางหยดค้างอยู่ตรงขอบไม่ยอมร่วง แขวนไหวระริกอยู่อย่างนั้น
ฝนเคาะกระจกดังขึ้นเรื่อย ๆ และถี่กระชั้นขึ้น ราวกับท้องฟ้าทั้งผืนกำลังก้มตัวลงมา
ในที่สุดกุหลาบสีชมพูก็ทนไม่ไหว กลีบดอกทยอยร่วงลงบนเปียโน
รอยน้ำแผ่ซึมไปตามลิ่มเปียโน กลีบดอกติดอยู่ในลายเนื้อไม้ กลิ่นหอมของกุหลาบที่ถูกฝนชะลอยอบอวลอยู่ในอากาศ
ต่อมาฝนเริ่มซาลง กลีบดอกบนเปียโนส่วนใหญ่เปียกชุ่มแนบติดกับลิ่มนิ่งไม่ไหวติง
……
ในห้วงสะลึมสะลือ ซูม่านรู้สึกว่าฟู่เหิงจือกอดเธอพลิกตัว เธอนอนคว่ำอยู่บนแผงอกกว้างใหญ่ ซุกใบหน้าเข้ากับซอกคอของเขา ปลายจมูกเต็มไปด้วยกลิ่นกายของเขา
เมื่อตื่นขึ้นอีกครั้ง แสงแดดก็ลอดผ่านช่องว่างระหว่างม่านเข้ามาแล้ว
เธอขยับตัวเล็กน้อย พลันพบว่าถูกวงแขนทรงพลังโอบรัดไว้แน่นจนดิ้นไม่หลุด
