ซูม่านก้มมองลงไป
ในกล่องไม้แดงบุด้วยกำมะหยี่สีเข้ม มีก้อนหมึกทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าวางอยู่ เนื้อหมึกดำสนิทจนเกือบเป็นสีน้ำเงินเข้ม ราวกับผืนฟ้ายามราตรีถูกหลอมรวมอยู่ในฝ่ามือ
ด้านหน้าของแท่งหมึกสลักคำว่า “หลี่โม่” ไว้สองตัว อักษรดูเก่าแก่และทรงพลัง ปลายเส้นแต่ละขีดฝังด้วยเส้นทองบาง ๆ ส่วนด้านหลังเป็นภาพสลักนูนต่ำภูเขาและสายน้ำที่ละเอียดประณีต ลวดลายของหินผาและพรรณไม้ชัดเจนทุกอณู เมื่อสัมผัสจะรู้สึกถึงรอยนูนต่ำสูงเล็กน้อย
แม้เธอจะไม่ค่อยรู้เรื่องหมึก แต่ก็รู้ดีว่าคำว่า “หลี่โม่” สองคำนี้มีความสำคัญเพียงใด
หลี่ถิงกุยแห่งหนานถัง ผู้เป็นต้นกำเนิดหมึกฮุย หมึกหลี่แท้ที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบันมีอยู่น้อยมาก ทุกแท่งมีหมายเลขและประวัติการสืบทอด หากนำขึ้นประมูลก็เป็นเรื่องใหญ่พอจะสั่นสะเทือนวงการพิพิธภัณฑ์และโบราณวัตถุได้
ของชิ้นนี้แม้จะวางไว้ในพิพิธภัณฑ์ก็ยังต้องจัดแสดงในตู้แยกต่างหาก แต่ตอนนี้กลับนอนนิ่งอยู่ตรงหน้าเธออย่างเรียบง่าย
“คุณป้าคะ” ซูม่านไม่รู้จะตอบอย่างไรอยู่ครู่หนึ่ง เธอเงยหน้ามองแม่ของฟู่เหิงจือ “นี่…นี่ล้ำค่าเกินไปค่ะ…”
การรับของขวัญต้องรู้จักประมาณตน หากเกินขอบเขตหนึ่งไป มันก็ไม่ใช่ของขวัญอีกต่อไป แต่กลายเป็นภาระ
สำหรับเธอ หมึกแท่งนี้ล้ำค่าเกินขอบเขตนั้นไปไกลแล้ว
แม่ของฟู่เหิงจือมองเธอด้วยรอยยิ้มที่ลึกซึ้งขึ้นเล็กน้อย ก่อนปิดฝากล่องไม้แดงแล้วหยิบขึ้นมา วางลงกลางฝ่ามือของซูม่าน จากนั้นก็ประคองมือทั้งสองข้างของเธอไว้ ให้เธอกอดกล่องใบนั้นเอาไว้
“เสี่ยวม่าน ฟังป้าก่อนนะ หมึกแท่งนี้เป็นของล้ำค่า แต่ถ้าเก็บไว้ในกล่องจนไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน มันก็เป็นแค่ก้อนดำ ๆ ก้อนหนึ่ง หนูเรียนเอกภาษาจีน เขียนหนังสือเป็น ต่อไปยังจะเขียนงานดี ๆ ได้อีกมาก ของชิ้นนี้อยู่ในมือหนูมีความหมายกว่าปล่อยให้นอนอยู่ในตู้ของตระกูลฟู่เยอะ”
