เวินม่านเยวี่ยติดตามฟู่เจิ้งไปรู้จักผู้คนมากมายในงานเลี้ยง และคนเหล่านั้นต่างก็รู้ว่าเธอเป็นคู่หมั้นของฟู่เจิ้ง ทั้งยังรู้ด้วยว่าฟู่เจิ้งใส่ใจเธอมากเพียงใด
บรรดาหุ้นส่วนที่สนิทกับฟู่เจิ้งอยู่บ้างต่างถามว่าเมื่อไรเขาจะแต่งงาน ทุกครั้งที่ได้ยินคำถามนี้ เขาจะหันไปมองเวินม่านเยวี่ยด้วยแววตาอ่อนโยนแล้วตอบว่า “ผมฟังเธอครับ”
เมื่อเวลาผ่านไปจนงานเลี้ยงใกล้จบ เวินม่านเยวี่ยก็ออกจากงานไปพร้อมกับฟู่เจิ้ง
บนรถ เธอมองฟู่เจิ้งพลางยิ้มถามว่า “คุณอาฟู่อยากแต่งงานกับฉันแล้วเหรอคะ?”
ฟู่เจิ้งกำลังรวบผมที่ปล่อยสยายของเธออยู่ พอได้ยินก็หัวเราะเบา ๆ
“อยากสิ อยากจนเก็บไปฝันทุกคืนเลย”
พูดจบ เขาก็มัดผมที่รวบไว้ในมือ ท่าทางค่อนข้างเก้ ๆ กัง ๆ
เวินม่านเยวี่ยลูบผมหางม้าต่ำของตัวเอง พอไม่พบปอยผมที่ชี้ออกมาก็พยักหน้าอย่างพอใจ
“ไม่คิดเลยนะคะว่าคุณอาฟู่จะมีพรสวรรค์เรื่องมัดผมด้วย”
“ถ้าเธอว่าใช้ได้ ผมก็ยินดีมัดผมให้เธอไปตลอดชีวิต”
ฟู่เจิ้งลูบกระหม่อมเธอ แววตาเปี่ยมด้วยความรักและอ่อนโยน ราวกับกำลังมองของขวัญล้ำค่าที่หาอะไรมาทดแทนไม่ได้
ใช่แล้ว เยวี่ยเยวี่ยต้องเป็นของขวัญที่สวรรค์ประทานให้เขาแน่ ๆ
“นี่ถือเป็นการขอแต่งงานไหมคะ?”
“ไม่ใช่ นี่เป็นแค่ความปรารถนาของผม”
ฟู่เจิ้งส่ายหน้าปฏิเสธ การขอแต่งงานควรมีแหวนเพชร เพราะฉะนั้นนี่จึงยังไม่ใช่การขอแต่งงาน
เวินม่านเยวี่ยยกมุมปากขึ้น จับมือเขาไว้แล้วเอนศีรษะพิงไหล่กว้าง
“ได้ค่ะ”
เธอจะไม่เข้าใจได้อย่างไร คำพูดของฟู่เจิ้งเป็นทั้งการบอกความปรารถนาของเขา และเป็นการหยั่งเชิงว่าเธออยากแต่งงานหรือเปล่า
