เมื่อได้ยินดังนั้น ฟู่เจิ้งก็หัวเราะเบา ๆ ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ
“ก่อนหน้านี้คุณครูเวินทำไมไม่บอกว่าคุณเป็นครูของฟู่อันเฉินล่ะครับ?”
เขาเปลี่ยนไปถามเรื่องอื่น เห็นได้ชัดว่าไม่อยากพูดถึงฟู่อันเฉินต่อ
เมื่อเห็นว่าเขาเลิกแสร้งทำเป็นไม่รู้จักกันแล้ว เวินม่านเยวี่ยก็เลิกเสแสร้งเช่นกัน สีหน้าเคร่งขรึมบนใบหน้าหายไป แทนที่ด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ที่ดูไม่จริงใจนัก
“คุณอาฟู่ไม่รู้หรือคะว่าวันนี้เป็นวันแรกที่ฉันมาสอน?”
ฟู่เจิ้งเลิกคิ้ว เขาไม่รู้จริง ๆ “ตอนนี้รู้แล้วครับ”
เวินม่านเยวี่ยเลิกคิ้ว ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินไปยังมุมห้องใกล้หน้าต่าง หยิบแก้วกระดาษแบบใช้แล้วทิ้งมารินน้ำอุ่นให้ฟู่เจิ้งหนึ่งแก้ว
“ขอบคุณครับ”
ฟู่เจิ้งกล่าวขอบคุณแล้วรับแก้วมาไว้ในมือ แต่ไม่มีทีท่าว่าจะดื่ม
เมื่อเห็นเช่นนั้น เวินม่านเยวี่ยก็ไม่ใส่ใจ เธอกลับไปนั่งที่เดิมตรงข้ามฟู่เจิ้ง
“ถึงฟู่อันเฉินจะเป็นลูกชายของคุณอาฟู่ แต่ในฐานะครู ฉันคงปล่อยปละนิสัยไม่ดีตอนเรียนของเขาไม่ได้
คุณอาฟู่ในฐานะผู้ปกครอง ก็ควรช่วยแก้ไขข้อผิดพลาดของเขาให้ทันเวลานะคะ”
เธอรู้ดีว่าคำพูดเหล่านี้สำหรับฟู่เจิ้งแล้วคงเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ดูจากท่าทีที่เขามีต่อฟู่อันเฉินแล้ว หากจะบอกว่าเขาฟังเข้าหูคงแปลก
แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ขัดขวางไม่ให้เธอพูดสักสองสามคำ อย่างไรเสียตอนนี้เธอยังไม่ค่อยรู้ความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างฟู่เจิ้งกับลูกชาย
ดวงตาลึกล้ำของฟู่เจิ้งจับจ้องเวินม่านเยวี่ยเงียบ ๆ มองริมฝีปากสีชมพูของเธอขยับขึ้นลง
ได้ยินเธอเรียกเขาว่าคุณอาฟู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หัวคิ้วของฟู่เจิ้งก็ขยับเล็กน้อย เมื่อเทียบกับคุณอาฟู่แล้ว คำเรียกว่าคุณฟู่ฟังดีกว่ามาก
