เจียงหนานมองรอยยิ้มสดใสของซ่งเฟยเฟย นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มตาม
“ไอ้หนู มาทำอะไรที่นี่ ไม่ไปทำงานแล้วหรือไง”
ผู้โดยสารที่ต่อแถวรอรับกระเป๋าอยู่ด้านหลังเห็นว่าคนข้างหน้าไม่ขยับเสียที จึงเอ่ยเตือนเบา ๆ ว่า “ขอโทษนะครับ ช่วยขยับไปข้างหน้าหน่อย ผมจะหยิบกระเป๋า”
เจียงหนานกล่าวขอโทษ ก่อนจะรีบหิ้วกระเป๋าไปคุยกับซ่งเฟยเฟยตรงด้านข้าง
ซ่งเฟยเฟยมีสัมภาระไม่มาก ด้านหลังมีแค่เป้ใบใหญ่ที่ยัดของจนตุง
เขารับกระเป๋าเดินทางและสัมภาระทั้งหมดของเจียงหนานไปถือไว้ แล้วก็ยิ้มแป้น
“พี่ โชคดีที่เมื่อวานผมดูไลฟ์พี่ ถึงรู้ว่าวันนี้พี่จะไปชิงเสิน”
“คราวก่อนพี่รับปากแล้วว่าถ้าจะเดินทางไกลอีกจะชวนผมไปด้วย แต่พี่กลับผิดคำพูด”
แม้คำพูดจะฟังดูเหมือนกำลังน้อยใจ แต่น้ำเสียงกลับไม่มีแววตำหนิเลย
เหมือนตอนเด็ก ๆ เวลาซ่งเฟยเฟยเล่นกับเจียงหนานแล้วไม่สนุก เขาจะพูดปากเปล่าว่าโกรธแล้ว ๆ แต่สีหน้าไม่เหมือนคนโกรธสักนิด เอาแต่ยิ้มแป้น ไม่คิดมากอะไรเลย
เจียงหนานเงยหน้ามองน้องชายที่สูงกว่าเธอมาก เขาโตขึ้นและตัวสูงขึ้นแล้ว แต่แก่นนิสัยยังเหมือนเดิม
แววตาของเจียงหนานเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม เธอมองเขาพลางพูดว่า “ถ้าชวนเธอมา เธอก็ทำงานไม่ได้ วันหนึ่งต้องเสียรายได้สองสามร้อยหยวนนะ”
พอได้ยินเจียงหนานพูดเรื่องนี้อีก ซ่งเฟยเฟยก็เกาหัวอย่างร้อนใจ
“จะมีตั้งสองสามร้อยได้ยังไง บางวันก็ได้เท่านั้น แต่บางวันก็ไม่ได้เลยต่างหาก”
เขาพูดต่อว่า “ผมเป็นน้องชายนะ จะคิดเงินกับพี่ได้ยังไง”
เจียงหนานยังคงยิ้มมองเขา “แล้วพี่เป็นพี่สาว จะให้เธอวิ่งวุ่นช่วยงานพี่ แถมยังต้องรับภาระรายได้ที่เสียไปได้ยังไงล่ะ”
ซ่งเฟยเฟยรู้ว่าเจียงหนานอยากให้เงินเขาทุกครั้ง จึงมองพี่สาวด้วยดวงตากลมใสไร้เดียงสา พลางคิดว่าจะพูดยังไงให้เธอเลิกคิดจะจ่ายเงินให้ได้ เป็นคนครอบครัวเดียวกัน จะรับเงินได้ยังไง
