“ดี! เจียงหนานพูดได้ดีมาก”
“สมกับเป็นบัณฑิตอันดับหนึ่งของหมู่บ้านซิ่วสุ่ย พูดจาเป็นจริง ๆ”
“ไม่ใช่แค่พูดเก่ง แต่ยังทำงานเก่งด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะเจียงหนาน ข้าวโพดวันนี้จะขายออกได้ยังไง”
“ใช่ ๆ เจียงหนานเก่งจริง ๆ”
“เจียงหนานเก่งมาก ตั้งแต่เด็กก็ไม่ธรรมดาแล้ว”
ชาวบ้านที่พากันเข้ามาล้อมวงกินข้าวไปพลาง ชูนิ้วโป้งให้เธอไปพลาง
หมู่บ้านซิ่วสุ่ยมีคนเก่งขนาดนี้ พวกเขาทุกคนต่างรู้สึกภาคภูมิใจ
เจียงหนานยิ้ม ไม่ใช่เพราะคำชมของทุกคนทำให้เธอดีใจจนเนื้อเต้น แต่เพราะความเรียบง่ายตรงไปตรงมาแบบนี้หาได้ยากมากเมื่ออยู่ข้างนอก
เวลาสงสัยเธอก็พูดออกมาตรง ๆ เวลาชมเธอก็ชมอย่างไม่ปิดบัง
ชอบหรือไม่ชอบก็แสดงออกทางสีหน้าหมด แบบนี้ดีกว่าความเสแสร้งข้างนอกตั้งเยอะ
“ขอบคุณทุกคนที่ชมนะคะ ฉันยังไม่ได้ดีขนาดนั้นหรอก”
เจียงหนานยิ้มอย่างเปิดเผย
“ฉันเป็นรุ่นหลังของที่นี่ ตามธรรมเนียมแล้วไม่ควรให้คุณลุงคุณอา คุณป้าคุณน้าทุกคนมายืนฟังฉันพูด”
“แต่ในเมื่อผู้ใหญ่ทุกคนอยากให้ฉันพูด ฉันก็จะพูดสักหน่อยค่ะ”
เจียงหนานพูดจาเนิบช้า ฟังแล้วชวนให้คนอยากฟังต่ออยู่เสมอ
ทุกคนตั้งใจฟังเธอ แม้แต่จังหวะเคี้ยวอาหารก็ช้าลง
เจียงหนานกวาดตามองทุกคน พูดอย่างไม่รีบร้อน
“วันนี้พวกเราควรดีใจ เพราะเราชนะศึกสวย ๆ มาถึงสองครั้ง”
“ชัยชนะครั้งแรกเป็นของฉันกับแฟนคลับในห้องไลฟ์ ส่วนครั้งที่สองเป็นของทุกคน เป็นของพวกเราทั้งหมด”
“เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าชัยชนะครั้งไหนก็ไม่ได้เป็นของคนคนเดียว ต่อให้คนคนหนึ่งเก่งแค่ไหน ก็สู้คนทั้งกลุ่มไม่ได้”
“แล้วคนแบบไหนถึงจะเป็นกลุ่มที่แข็งแกร่งได้ล่ะ ก็ต้องเป็นกลุ่มคนที่คิดไปในทางเดียวกันและร่วมแรงร่วมใจกัน อย่างแฟนคลับของฉันวันนี้ และพวกเราทุกคนในวันนี้”
