เฉินไป๋นั่งตัวตรงอยู่ข้างเจียงหนาน สายตาจับจ้องพัดในมือของเธอ
ราวกับกาลเวลาหวนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน แสงแดดส่องผ่านหน้าต่างไม้ไผ่ ตกกระทบเส้นตอกในมือเขาเป็นจุดแสงระยิบระยับ กลิ่นหอมสดชื่นของไม้ไผ่เขียวผสานกับกลิ่นเค็มจาง ๆ ของหยาดเหงื่ออบอวลอยู่ในอากาศ
เขาขยับนิ้วเบา ๆ ราวกับเส้นไผ่อ่อนนุ่มยังอยู่ตรงปลายนิ้ว เวลานั้นเป็นช่วงที่ฝีมือของเขาอยู่ในจุดสูงสุด มือทั้งสองคล่องแคล่วเกินใคร นิ้วทั้งสิบเคลื่อนไหวขึ้นลงอย่างลื่นไหล การผ่าเส้นไผ่และบิดตอกนั้นเบาราวไร้น้ำหนัก เส้นไผ่บางเท่าเส้นผมหมุนพันและสอดประสานอยู่ระหว่างนิ้ว รวดเร็วหรือเชื่องช้าก็ขึ้นอยู่กับใจ ความห่างชิดล้วนควบคุมได้ดั่งใจ
เรื่องราวในอดีตที่ยังมีชีวิตชีวาและเต็มไปด้วยพลังเหล่านี้ ถูกกาลเวลาฝังกลบไปนานแล้ว ไม่รู้ว่าหลับใหลและเลือนหายอยู่ในใจมานานกี่ปี
มือคู่เดิมที่เคยพลิ้วไหวอย่างอิสระและรังสรรค์ผลงานอันน่าอัศจรรย์ ผ่านกาลเวลาบั่นทอนจนไม่เหลือเค้าเดิม ผิวหนังหย่อนคล้อย กระดูกและเอ็นโรยรา แม้แต่หยิบตะเกียบขึ้นมาในวันธรรมดา ปลายนิ้วยังสั่นระริกอย่างห้ามไม่อยู่ ไม่เหลือความคล่องแคล่วและสงบนิ่งเหมือนแต่ก่อน
เขารู้ดีอยู่แก่ใจว่า สิ่งที่ทำให้เขานึกถึงวันวานไม่ใช่พัดวังเล่มนี้ พัดวางนิ่งอยู่บนโต๊ะในห้องหนังสือของเขา มองเห็นทุกวัน อยู่เคียงข้างกันมาทุกปี ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่เขาไม่เคยมีสักครั้งที่สามารถรื้อฟื้นภาพเหตุการณ์และความรู้สึกในวันวานได้แจ่มชัดมีชีวิตชีวาเท่าตอนนี้ แม้แต่สัมผัสยามปลายนิ้วบิดเส้นไผ่ในอดีตก็ยังชัดเจน ราวกับไม่เคยเลือนหายไป
ผู้ที่ปลุกความทรงจำซึ่งถูกฝังกลบเหล่านั้นให้ตื่นขึ้นมาอย่างแท้จริง คือเจียงหนาน
