ใกล้ห้าโมงเย็น หวงหย่งหาวก็โทรหาเจียงหนาน
“คุณเจียง เรื่องที่คุณพูดเมื่อกี้ ผมรายงานให้หัวหน้าทราบแล้วครับ หัวหน้าบอกว่าเงื่อนไขการเข้าร่วมกิจกรรมของเราครั้งนี้คือโครงการมรดกภูมิปัญญางานจักสานไม้ไผ่ชิงเสิน เราสามารถใช้ชื่องานจักสานไม้ไผ่ชิงเสินเป็นชื่อผู้เข้าร่วมได้ครับ”
เจียงหนานโล่งใจ รีบกล่าวขอบคุณ “ถ้าอย่างนั้นก็ดีมากเลยค่ะ ขอบคุณคุณหวงที่ช่วยนะคะ”
“ไม่เป็นไรครับ คุณเจียง” น้ำเสียงของหวงหย่งหาวฟังดูลังเล คล้ายมีเรื่องอยากพูดแต่ยังไม่ได้พูดออกมา
เจียงหนานจับสังเกตได้ จึงถามว่า “คุณหวงมีอะไรจะพูดอีกหรือเปล่าคะ? มีอะไรก็บอกมาได้เลยค่ะ”
หวงหย่งหาวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็พูดออกมา
“คุณเจียง คุณก็รู้ว่าข้อกำหนดสำหรับร้านค้าที่จะเข้าร่วมกิจกรรมของเราเข้มงวดมาก คณะกรรมการจัดงานคัดเลือกกันหลายรอบ ก่อนหน้านี้เราใช้เวลาและแรงไปไม่น้อยเลยครับ”
“ตอนนี้มีบริษัทงานจักสานไม้ไผ่เพิ่มเข้ามากะทันหัน แถมเวลาก็กระชั้นชิด เราคงตรวจสอบพวกเขาไม่ทัน ถ้าเกิดมีปัญหา...” หวงหย่งหาวหยุดไปครู่หนึ่ง “ผมก็ต้องรับผิดชอบเองครับ”
หวงหย่งหาวไปพบรองประธานหลัวแห่งฝ่ายปฏิบัติการ
คืนนั้นรองประธานหลัวไปร่วมงานเลี้ยงด้วย เขาเห็นสิ่งที่เจียงหนานแสดงออกมา และยอมรับในตัวเธอ
แต่ถึงจะชื่นชมแค่ไหน เขาก็ไม่อยากรับผิดชอบแทนผู้เข้าแข่งขันคนใดคนหนึ่ง
ทำทุกอย่างไปตามขั้นตอนก็ไม่มีปัญหา แล้วเขาจะเปลี่ยนแปลงไปทำไม
นี่เป็นคำถามที่เขาถามหวงหย่งหาวเช่นกัน
“เหลาหวง นายเป็นคนรอบคอบขนาดนี้ ทำไมถึงเสนอเรื่องแบบนี้ขึ้นมาล่ะ”
“ปฏิเสธไปตรง ๆ ก็จบแล้วไม่ใช่หรือไง”
หวงหย่งหาวนั่งตรงข้ามโต๊ะทำงานของรองประธานหลัว แล้วหัวเราะเบา ๆ “ผมปฏิเสธไม่ลงน่ะครับ คุณหลัว”
“เจียงหนานอายุยี่สิบกว่า ๆ ส่วนผมก็เคยผ่านช่วงวัยยี่สิบกว่าเหมือนกัน”
“ตอนนั้นผมก็เคยบริสุทธิ์ใจเหมือนเธอ ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ทำในสิ่งที่คิดว่าถูกต้อง”
“แต่ตอนนี้ ความบริสุทธิ์ใจแบบนั้นค่อย ๆ หายไปหมดแล้ว”
รองประธานหลัวมองหวงหย่งหาว แววตาแสดงความไม่เห็นด้วย
