ป้าหวูไม่พูดอะไร ก้มหน้ากินข้าว
หลานสาวมาหาเธอบ่อยขนาดนี้ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้ว่าที่ดินแปลงไหนเป็นของเธอ
เรื่องที่สำคัญกับเธอมาก แต่กลับไม่มีค่าอะไรเลยสำหรับหลานสาว
จะบอกว่าไม่เสียใจ ก็โกหกแล้ว
อู๋เชี่ยนเป็นคนฉลาดแกมโกง พอเห็นอาสะใภ้เงียบไป ก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังไม่สบายใจ จึงกลอกตาแล้วพูดยิ้ม ๆ ว่า
“อาสะใภ้ เรื่องของอาสะใภ้ฉันใส่ใจจัดการจริง ๆ นะ”
“ฉางชิงยุ่งกับธุรกิจน่ะ กลับบ้านดึกทุกวัน มีเรื่องต้องจัดการตั้งเยอะ ก็ต้องค่อย ๆ ทำทีละเรื่อง”
“เอาอย่างนี้ ฉันโทรหาเขาอีกที บอกให้วันนี้ตอบเรื่องนี้ให้ได้”
ป้าหวูอ้าปาก ตั้งใจจะบอกว่าไม่ต้องโทรแล้ว
แต่สุดท้ายเธอก็กลั้นใจไว้
เธอแค่อยากพิสูจน์ว่าหลานสาวยังมีเยื่อใยกับอาสะใภ้คนนี้ ไม่ได้ดูถูกเธออย่างที่สามีพูด
อู๋เชี่ยนคิดว่าอาสะใภ้ต้องห้ามเธอ เพราะอีกฝ่ายมักกลัวว่าจะสร้างความลำบากให้เธอ
แต่ไม่คิดเลยว่าอาสะใภ้จะไม่พูดอะไรสักคำ ทำเอาอู๋เชี่ยนตกที่นั่งลำบาก
อู๋เชี่ยนถือโทรศัพท์อยู่ในมือแล้ว จึงทำได้แค่เดินออกไปโทร
พอโทรติด ผู้ชายปลายสายก็พูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“กำลังยุ่ง โทรมาทำไม”
บ้านอู๋เชี่ยนฐานะไม่ดี ส่วนบ้านสามีฐานะดี เธอจึงคอยประจบเอาใจสามีอย่างนอบน้อมอยู่เสมอ
อู๋เชี่ยนพูดอย่างระมัดระวัง “ที่รัก ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย ปีนี้อาสะใภ้ฉันปลูกข้าวโพดอินทรีย์ แต่บริษัทที่รับซื้อข้าวโพดปิดกิจการไปแล้ว ข้าวโพดเลยต้องขายถูก ๆ”
“คุณรับซื้อข้าวโพดมาในราคาถูกหน่อย แล้วเอาไปขายต่อก็ทำเงินได้นะ”
พอได้ยินแบบนั้น ผู้ชายปลายสายก็ดูเหมือนจะสนใจขึ้นมาบ้าง
“ข้าวโพดอินทรีย์ฉันรับมาขายต่อได้กิโลละ 11 บ้านอาสะใภ้เธอขายเท่าไหร่”
อู๋เชี่ยนนึกขึ้นได้ว่าอาสะใภ้บอกว่าปีก่อนขายกิโลละ 8
