เจียงหนานเดินจากแปลงปลูกบลูเบอร์รี่มาถึงทางเข้าหมู่บ้านแล้ว เธอหันกลับไปมองอู๋โส่ววั่ง ก่อนจะยืนยันอีกครั้ง
“ผู้ใหญ่บ้านอู๋ ฉันพาทุกคนเข้าไปดูในหมู่บ้านได้ไหมคะ?”
ก่อนหน้านี้เจียงหนานเคยถามเขาไปแล้วครั้งหนึ่งว่า หากเธอต้องการไลฟ์ในหมู่บ้าน พาทุกคนไปดูสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้าน อู๋โส่ววั่งจะขัดข้องหรือไม่
ตอนนั้นอู๋โส่ววั่งลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่าได้
เจียงหนานจึงอยากยืนยันอีกครั้ง
ดวงตาของอู๋โส่ววั่งแดงก่ำ พอได้ยินเจียงหนานถาม เขาก็พยักหน้ารัว ๆ
เจียงหนานยิ้มตอบ แล้วหันกลับไปเดินต่อ
เมื่อเข้าสู่หมู่บ้าน ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเป็นอีกภาพหนึ่ง ไม่เหลือทิวทัศน์กว้างใหญ่ตระการตาของสายลมบนภูเขาและทะเลหมอกที่พลิ้วไหว ทั้งยังไม่มีบรรยากาศราวกับดินแดนห่างไกลผู้คนซึ่งเต็มไปด้วยภูเขาสลับซับซ้อนและพืชพรรณเขียวชอุ่มอีกแล้ว
ทุกอย่างกลับคืนสู่ความเป็นจริง
ในภาพถ่ายทอดสด ถนนดินคดเคี้ยวขรุขระเต็มไปด้วยหลุมบ่อ สองข้างทางมีแต่บ้านดินเตี้ย ๆ เก่าโทรม ผนังบ้านหลุดล่อนเป็นบริเวณกว้าง เผยให้เห็นดินเหลืองกับฟางที่อยู่ด้านใน
บ้านในหมู่บ้านสร้างเรียงลดหลั่นไปตามไหล่เขา แปลงปลูกบลูเบอร์รี่อยู่บนเขาด้านหลัง เจียงหนานเดินมาจากทางนั้น จึงต้องเดินลงจากจุดสูงที่สุดของหมู่บ้าน ในภาพถ่ายทอดสดจึงเห็นหลังคาบ้านที่อยู่เบื้องล่าง
มองแวบเดียวก็เห็นกระเบื้องหลังคาเก่าผุพังและแตกหัก หลายบ้านใช้ผ้าใบพลาสติกคลุมส่วนที่กระเบื้องหายไปเพื่อกันลมกันฝน
ใต้ชายคาริมถนนมีฝักข้าวโพดแห้งเหี่ยว ตะกร้าไม้ไผ่เก่า ๆ และเสื้อผ้าเก่าแขวนอยู่ พอลมพัดก็ไหวเบา ๆ
ช่องแสดงความคิดเห็นเงียบลง
ไม่มีใครคิดเลยว่าเนินไฉ่เสีย สถานที่ที่งดงามถึงเพียงนี้จะทั้งล้าหลังและยากจนข้นแค้นขนาดนี้
เจียงหนานค่อย ๆ เดินไปข้างหน้า น้ำเสียงของเธอยังคงนุ่มนวลไพเราะ ไม่เร่งรีบ
“เนินไฉ่เสียเป็นหมู่บ้านบนภูเขาสูง ที่นี่เป็นหมู่บ้านที่อยู่สูงที่สุดในเมืองอวิ๋นหลิ่ง และยังเป็นหมู่บ้านที่ยากจนที่สุดในเมืองอวิ๋นหลิ่ง ซึ่งเป็นเมืองยากจนอยู่แล้ว”
