หลังฟังเจียงหนานกับหวงซิ่วหลานเล่าจบ หวังเจี้ยนก็พยักหน้า
หวังเจี้ยนเอ่ยว่า “แนวคิดนี้เป็นรูปธรรมดีนะ ช่วงไม่กี่ปีมานี้หลายหมู่บ้านสร้างโรงเรือนปลูกผักผลไม้กัน ถึงจะไม่ได้ร่ำรวยมหาศาล แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนก็ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากจริง ๆ”
“หมู่บ้านซิ่วสุ่ยของเราไม่ค่อยมีความคืบหน้ามาหลายปีแล้ว สลัดภาพหมู่บ้านยากจนไม่หลุดสักที ตอนนี้พวกเธอยินดีคิดหาทางพัฒนาและเปลี่ยนแปลง นี่เป็นเรื่องดีมาก”
“อีกอย่าง ฟังพวกเธอคุยกันมาตั้งนาน ฉันก็ดูออกว่าเรื่องนี้พวกเธอคิดทบทวนและวางแผนมาอย่างรอบคอบแล้ว”
หวังเจี้ยนยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนพูดว่า “สำหรับหมู่บ้านยากจนอย่างหมู่บ้านซิ่วสุ่ย ทางอำเภอมีนโยบายช่วยเหลืออยู่”
“เดี๋ยวฉันให้คนเอาเอกสารกลับไปให้พวกเธอศึกษาให้ละเอียด พอถึงตอนนั้นก็เลือกขอเงินอุดหนุนตามระดับที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากพื้นที่โรงเรือนที่จะสร้าง รูปแบบโรงเรือน และสภาพจริงของหมู่บ้าน ระดับสูงสุดขอเงินอุดหนุนได้ 30%”
เจียงหนานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย 30% ก็ไม่น้อยเลย โรงเรือนราคา 2 ล้านหยวนก็ได้เงินอุดหนุน 6 แสนหยวน ภาระของทุกคนก็จะเบาลงได้บ้าง
หวังเจี้ยนพูดต่อ “แต่เงินอุดหนุนนี้ไม่ได้รับล่วงหน้านะ ต้องสร้างโรงเรือนให้เสร็จและผ่านการตรวจรับก่อน ถึงจะได้รับเงินอุดหนุน”
หวงซิ่วหลานมองเจียงหนาน เงินอุดหนุนยังเอามาก่อนไม่ได้ แบบนี้ก็ยังแก้ปัญหาเงินทุนไม่ได้อยู่ดี
เจียงหนานถามว่า “หัวหน้าหวัง ถ้าเป็นกรณีของพวกเรา แล้วต้องการกู้เงิน จะมีนโยบายพิเศษอะไรไหมคะ”
หวังเจี้ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลุกไปค้นหาของบนโต๊ะทำงาน ไม่นานก็หยิบนามบัตรใบหนึ่งมายื่นให้เจียงหนาน
“นี่ เจียงหนาน เก็บนามบัตรใบนี้ไว้ เรื่องนโยบายเงินกู้ฉันเองก็ไม่ค่อยรู้รายละเอียดเหมือนกัน ลองไปถามเขาดูนะ บอกไปว่าฉันเป็นคนแนะนำมา”
