เจียงหนานจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองไม่ได้มาบ้านลุงมู่เกินมากี่ปี
ภาพในความทรงจำที่ชัดเจนที่สุดยังคงเป็นวันนั้น วันที่พี่จ่านเผิงสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้
ในลานบ้านเล็ก ๆ เต็มไปด้วยเสียงพูดคุย เพื่อนบ้านและญาติมิตรต่างพากันมาร่วมแสดงความยินดี บรรยากาศครึกครื้นเปี่ยมสุขไปทั่วทุกมุม
ตอนนั้นหวังมู่เกินวิ่งวุ่นต้อนรับแขกอยู่ตลอดเวลา สีหน้าสดใสเปี่ยมชีวิตชีวา รอยยิ้มบนใบหน้าปิดไม่มิด เขาก้าวเดินอย่างกระฉับกระเฉง แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวังต่อชีวิตข้างหน้า ไม่เห็นเค้าความชราเลยแม้แต่น้อย
แต่ตอนนี้ เมื่อมองผ่านประตูรั้วเหล็กขึ้นสนิมและสีถลอกเข้าไป ลานบ้านกว้างใหญ่กลับว่างเปล่าเงียบเหงา ไม่เหลือบรรยากาศครึกครื้นอบอุ่นอย่างวันวานแม้แต่น้อย
หวังมู่เกินนั่งยอง ๆ อยู่คนเดียวตรงมุมกำแพง ไม่รู้ว่ากำลังง่วนทำอะไรอยู่
เจียงหนานเรียกเสียงเบา “ลุงมู่เกิน”
หวังมู่เกินได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้น พอเห็นว่าเป็นเจียงหนานก็ฉีกยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
รอยย่นลึกตื้นบนใบหน้าแผ่กระจายไปทั่วเมื่อเขายิ้ม ดูผ่านโลกมาอย่างโชกโชนจนชวนให้รู้สึกสะเทือนใจ
“อ้าว หนานหนานมาแล้วเหรอ เข้ามาเร็ว เข้ามา”
เขาใช้มือพยุงผนัง ลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า ทุกอิริยาบถเต็มไปด้วยความชรา หลายปีมานี้เขาแก่ลงเร็วมาก ราวกับกลายเป็นคนละคน
ลูกชายคนเดียวประสบอุบัติเหตุ อนาคตพังทลาย ความหวังที่เคยเต็มเปี่ยมว่าลูกจะทะยานไปข้างหน้าและมีอนาคตสดใส สุดท้ายกลับกลายเป็นเพียงภาพฝันที่แตกสลายไม่มีชิ้นดี
เหตุการณ์ร้ายแรงราวฟ้าผ่ากลางวันเช่นนี้ ใครเจอก็คงรับไม่ไหว และยากจะทำใจปล่อยวาง
เจียงหนานผลักประตูรั้วที่แง้มอยู่เบา ๆ แล้วเดินเข้าไป ยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางถาม “ลุงมู่เกิน อยู่บ้านคนเดียวเหรอคะ”
รอยย่นตรงหางตาของหวังมู่เกินขยับเข้าหากันขณะยิ้มตอบ
“หนานหนาน มาหาป้าซิ่วหยาใช่ไหม ป้าเขาไปทำงานที่นา เดี๋ยวหนูนั่งรอก่อนนะ ลุงจะไปตามที่นาให้กลับมาเดี๋ยวนี้”
หวังมู่เกินเข้าใจไปตามธรรมชาติว่าที่เจียงหนานถามนั้นเพราะมาหาหลินซิ่วหยา
