หยางจิ่งหรานฟังเกาเฉิงเล่าเรื่องคร่าว ๆ พอเขาเรียกกัวเผิงออกไปคุยก็ยังไม่ค่อยเชื่อนัก
เขายอมรับในตัวเจียงหนาน ทั้งนิสัยและความสามารถล้วนโดดเด่น เธอพูดเช่นนี้ย่อมมีเหตุผล ไม่ได้กล่าวขึ้นมาลอย ๆ แน่
แต่เขาก็รู้ว่าพ่อของกัวเผิงเป็นช่างฝีมือเก่าแก่ที่มีทักษะสูง
ช่างรุ่นเก่ามักยึดถือวิธีดั้งเดิมอย่างเคร่งครัด จะให้พวกเขาทิ้งฝีมือที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน แล้วเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรแทน ยากยิ่งกว่าปีนขึ้นสวรรค์เสียอีก
เขานึกภาพช่างฝีมือสูงวัยแบบนั้นใช้เครื่องจักรดึงเส้นไม้ไผ่ไม่ออกเลย
เขาจึงสงสัยว่าอาจมีเรื่องเข้าใจผิดอะไรหรือเปล่า ถึงได้เรียกกัวเผิงออกไปคุยสองสามคำ
แต่ยิ่งคุย ใจเขาก็ยิ่งหนักอึ้ง
เขาคิดว่าถ่ายวิดีโอให้เห็นไม่ชัดก็คงต้องไปดูที่โรงงานของกัวเผิงด้วยตาตัวเอง พ่อของกัวเผิงเป็นช่างฝีมือเก่าที่เขาเคารพ จะสงสัยอีกฝ่ายแบบนี้ก็ไม่เหมาะนัก
แต่พอกัวเผิงได้ยินว่าเขาจะไปโรงงาน ก็เริ่มอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ พูดวกไปวนมา ไม่อยากให้เขาไปเลยสักนิด
แบบนี้หยางจิ่งหรานก็พอจะรู้แล้วว่ามีอะไรผิดปกติ ไม่อย่างนั้นจะขัดขวางไม่ให้เขาไปทำไม
หยางจิ่งหรานไม่ใช่คนชอบคาดคั้น เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงบอกกัวเผิงว่าถ้าเอกสารข้อมูลไม่ครบ เขาก็ช่วยขายสินค้าให้ไม่ได้
กัวเผิงต่อรองกับเขาอยู่พักใหญ่ แต่เขาไม่ยอมอ่อนข้อแม้แต่น้อย สุดท้ายกัวเผิงจึงได้แต่กลับไปอย่างไม่สบอารมณ์
เรื่องของกัวเผิงทำให้หยางจิ่งหรานมีไฟโกรธสุมอยู่ในอก การใช้เครื่องจักรดึงเส้นเพื่อลดต้นทุน ไม่เพียงทำให้คุณภาพและความประณีตของงานจักสานไม้ไผ่ชิงเสินตกต่ำลง แต่ยังทำผิดกฎในวงการและทำให้ช่างฝีมือหมดกำลังใจ
เขาไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นใกล้ตัวขนาดนี้
นอกจากโกรธแล้ว เขายังรู้สึกหวาดหวั่นอยู่ในใจ
ถ้าเจียงหนานไม่ยืนกรานให้ตรวจสอบเอกสาร เขาคงรับสินค้าของบ้านตระกูลกัวมาใช้โดยตรง
