หลังมื้ออาหาร ในที่สุดก็ส่งเหอซื่อกลับไปได้เสียที
พ่อแม่กับน้องสาวเดินไปส่งเขาถึงชั้นล่าง ส่วนไป๋จื่อจื่อไม่ได้ลงไปด้วย เพียงเก็บชามกับตะเกียบเข้าไปในครัว
เมื่อทุกคนกลับมา น้องสาวก็ยิ้มร่ากระโดดลงบนโซฟา ถอดเครื่องช่วยฟังวางไว้บนโต๊ะกลาง แล้วหนุนตักพี่สาว ออดอ้อนไม่ยอมไปไหน
ห้องนั่งเล่นอบอุ่นไปหมด ตอนนี้เองที่บ้านหลังนี้เพิ่งมีบรรยากาศเหมือนครอบครัวขึ้นมาบ้าง
ไป๋จื่อจื่อลูบผมน้องสาวเบา ๆ มืออีกข้างถือรีโมตเปลี่ยนช่องไปเรื่อยเปื่อย พ่อแม่เริ่มถามไถ่เธอด้วยความห่วงใย
"พี่เรียนปริญญาโทเป็นยังไงบ้าง น้องเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว อีกไม่นานก็จะเริ่มทำงานแล้วนะ"
นิ้วมือที่จับรีโมตของไป๋จื่อจื่อชะงักไปครู่หนึ่ง เธอมองแม่แล้วตอบว่า
"ก็เรื่อย ๆ ค่ะ"
"อย่างนั้นก็ดีแล้ว" แม่พยักหน้า "อยู่ที่อังกฤษคิดถึงบ้านไหม อยู่คนเดียวกินอิ่มหรือเปล่า เงินพอใช้ไหม"
ไป๋จื่อจื่อรู้สึกแปลกใจ ไม่ได้ยินแม่ถามเรื่องของเธอรวดเดียวหลายข้อแบบนี้มานานแล้ว
เมื่อก่อนเวลาคุยโทรศัพท์ แม่มักวกกลับไปพูดถึงไป๋ติงเซียงน้องสาวของเธอเสมอ บางครั้งถามเธอสักคำว่า “หนาวไหม” แล้วก็เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น วันนี้คงมีอะไรผิดปกติแน่
"ก็ดีค่ะ" เธอตอบ "เงินพอใช้ เงินที่หนูทำงานพิเศษหามายังเหลืออยู่บ้าง"
แม่เงียบไปอีกครั้ง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก้มหน้าเลื่อนดู คล้ายกำลังหาอะไรบางอย่าง
ไป๋จื่อจื่อไม่ได้สนใจ ยังคงเปลี่ยนช่องต่อไป
ทันใดนั้น แม่ก็ยื่นโทรศัพท์มาตรงหน้าเธอ บนหน้าจอเป็นคิวอาร์โค้ดวีแชต
สายตาของไป๋จื่อจื่อตกลงบนหน้าจอ พื้นหลังสีขาวสะอาด มีรหัสสี่เหลี่ยมสีดำอยู่ตรงกลาง รูปโปรไฟล์เป็นสีพื้นเรียบ ไม่มีลวดลายใดให้เห็น ใต้รูปเป็นชื่อบัญชีสั้น ๆ ว่า “เอช.”
เธอเงยหน้าขึ้นมองแม่อย่างสงสัย
"คราวนี้เหอซื่อมาที่บ้าน เขาเพิ่มช่องทางติดต่อของทุกคนแล้ว เหลือแค่ของลูกที่ยังไม่ได้เพิ่ม ลูกเพิ่มเขาไว้หน่อย ต่อไปมีธุระอะไรก็จะได้ติดต่อกันสะดวก"
นิ้วมือของไป๋จื่อจื่อที่จับรีโมตค่อย ๆ กำแน่นขึ้น แล้วจู่ ๆ เธอก็เข้าใจ—
ตอนเช้าเหอซื่อขอวีแชตเธอ แต่เธอปฏิเสธ เขาจึงหันไปบอกพ่อแม่ทันที
มิน่า ตอนจะกลับถึงได้ไปง่าย ๆ ที่แท้ก็เตรียมหมากตานี้ไว้รอเธอ
"แม่คะ" เสียงของไป๋จื่อจื่อแหบแห้งเล็กน้อย "ปกติหนูก็ไม่ค่อยได้ใช้วีแชตอยู่แล้วค่ะ"
"ถ้าปกติไม่ใช้ก็เพิ่มไว้ก่อนแล้วกัน" แม่ยื่นโทรศัพท์เข้ามาใกล้อีกนิด "เพิ่มเป็นเพื่อนไว้ก่อน ไม่ได้ต้องคุยกันทุกวันสักหน่อย เผื่อวันหน้ามีเรื่องด่วนขึ้นมาจะทำยังไง ลูกอยู่ต่างประเทศ ติดต่อกันไม่สะดวก"
ไป๋จื่อจื่อวางรีโมตไว้บนตัก ก้มหน้าไม่พูดอะไร ความเงียบของเธอคือการปฏิเสธ
พ่อขมวดคิ้วเล็กน้อย
"เขาเป็นฝ่ายขอช่องทางติดต่อจากลูกเอง ลูกไม่เพิ่มหมายความว่ายังไง ไม่เต็มใจหรือไง"
"หนูไม่ได้ไม่เต็มใจค่ะ"
"ถ้าอย่างนั้นเพิ่มเขาแล้วจะเป็นอะไรไป" เสียงของพ่อดังขึ้นเล็กน้อย "หยิบโทรศัพท์ออกมา สแกนสักหน่อย ใช้เวลาแค่ไม่กี่วินาที"
"ช่างเถอะ" เสียงของคุณย่าดังขึ้นจากโซฟาเดี่ยวข้าง ๆ "เด็กไม่อยากเพิ่มก็ไม่ต้องเพิ่ม เรื่องแค่นี้เอง"
ไป๋จื่อจื่อมองคุณย่าด้วยความซาบซึ้ง
แต่คำพูดของคุณย่าไม่ได้ทำให้พ่อหยุด สีหน้าของพ่อเคร่งขรึมลงกว่าเดิม
"เหอซื่อเปลี่ยนรถให้พ่อ ซื้อบ้านให้แม่ ครอบครัวเราทั้งบ้านยังขอบคุณเขาไม่ทันเลย ลูกทำแบบนี้ แล้วเขาจะคิดกับครอบครัวเรายังไง"
เล็บของไป๋จื่อจิกลงบนฝ่ามือ รู้สึกเหมือนมีไฟกองหนึ่งลุกโชนอยู่กลางอก เดิมทีเธอตั้งใจจะลดความระแวดระวังที่มีต่อเหอซื่อแล้วแท้ ๆ แต่ไม่คิดว่าพ่อแม่จะทำเรื่องแบบนี้ขึ้นมาอีก
"สิ่งดี ๆ พวกนั้นตกมาถึงหนูบ้างไหมคะ ถ้าพวกคุณอยากเอาใจเขาก็เอาใจไปสิ ทำไมต้องลากหนูเข้าไปเกี่ยวด้วย"
ห้องนั่งเล่นเงียบกริบในพริบตา
พ่อชี้หน้าเธอ โกรธจนพูดติดขัด "แก... ฉันจะตีแกให้ตาย แกเชื่อไหม!"
"ทำอะไรกัน!" คุณย่าลุกขึ้นจากโซฟา มายืนขวางระหว่างเธอกับพ่อ "ลูกกลับมาบ้านได้สักทีก็ยากแล้ว ตะคอกทำไม"
ตอนนั้นเองน้องสาวถึงได้รู้สึกว่าบรรยากาศไม่ชอบมาพากล เธอเงยหน้ามองคนในครอบครัวอย่างงุนงง แม้จะถอดเครื่องช่วยฟังออกจนได้ยินไม่ชัด แต่ก็เห็นใบหน้าพ่อแดงก่ำ ทั้งยังสัมผัสได้ว่าร่างกายของพี่สาวเกร็งขึ้น
แต่เธอยังไม่ทันได้ใส่เครื่องช่วยฟังกลับเข้าไป แม่ก็ร้องไห้ขึ้นมาเสียก่อน ทั้งยังพูดถึงพี่สาว
"ลูกไปต่างประเทศตั้งแต่ยังเด็ก หลายปีมานี้ก็ไม่เคยช่วยเหลือทางบ้าน ไม่เคยดูแลน้อง ตอนนี้แค่ให้ช่วยเรื่องเล็กน้อยก็ยังไม่ยอม ลูกสาวคนนี้เลี้ยงเสียข้าวสุกจริง ๆ..."
แม่เริ่มร้องไห้โวยวายจนเธอปวดหัว ไป๋จื่อจื่อจำใจเปิดวีแชต หันกล้องไปทางคิวอาร์โค้ดบนโทรศัพท์ของแม่
ติ๊ด! หน้าจอแสดงบัญชีผู้ติดต่อขึ้นมา เธอกด “เพิ่มในรายชื่อผู้ติดต่อ” แล้วหันไปมองแม่
"เพิ่มแล้วค่ะ พอใจหรือยัง"
แม่ยังสะอื้นอยู่ แต่ไม่ได้พูดอะไรอีก
ตอนนั้นเองไป๋จื่อจื่อถึงสังเกตว่า บนใบหน้าของแม่ไม่มีน้ำตาสักหยด
บรรยากาศยังคงหนักอึ้ง แต่สีหน้าของพ่อค่อย ๆ คลายลง คุณย่ายืนอยู่ข้างไป๋จื่อจื่อ ยื่นมือมาตบไหล่เธอเบา ๆ ส่วนน้องสาวใส่เครื่องช่วยฟังกลับเข้าไป ทว่าพวกเขาทะเลาะกันจบไปแล้ว
น้องสาวจับมือเธอไว้ สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงงและเป็นห่วง ก่อนจะกระซิบว่า "พี่..."
เธอไม่อยากโกรธแล้ว และก็ไม่มีแรงจะโกรธด้วย
อย่างไรเสียอีกสองวันนี้เธอก็จะไปแล้ว พอออกจากประตูบ้านนี้ไป ก็ไม่ต้องคอยดูสีหน้าใครอีก
เมื่อคุณย่าจากไปแล้ว เธอเกรงว่าแม้แต่บ้านหลังนี้ก็คงไม่กลับมาอีก
"หนูขอไปอยู่ในห้องคนเดียวสักพักนะคะ" เธอพูด
ไป๋ติงเซียงชะงักไป ก่อนจะเรียกเธอไว้ แต่ไป๋จื่อจื่อหันหลังเดินเข้าห้องไปแล้ว
คุณย่าบอกให้เธออยู่เงียบ ๆ คนเดียว แต่ไม่มีใครคิดเลยว่าเมื่อกลับถึงห้อง เธอจะเริ่มเก็บกระเป๋าเดินทาง
เธอหยิบเสื้อผ้าที่พับไว้ในตู้เสื้อผ้าใส่กลับลงไปในกระเป๋า สีหน้าไม่ได้ดูเศร้าเท่าไรนัก ทุกครั้งที่ทะเลาะกัน เธอก็อยากไปจากที่นี่ ตอนนั้นเธอก็จากไปแบบนี้ มุ่งหน้าไปต่างประเทศเพียงลำพัง
ประตูถูกผลักเปิดขึ้นกะทันหัน
ไป๋จื่อจื่อหันกลับไป เห็นน้องสาวยืนอยู่ตรงหน้าประตู ขอบตาแดงก่ำ น้ำตาหยดแหมะลงมาไม่ขาดสาย
"พี่!" ไป๋ติงเซียงพุ่งเข้ามา กดฝากระเป๋าเดินทางของเธอไว้แน่น "พี่จะไปแล้วเหรอ ตอนนี้เลยเหรอ"
ยังไม่ทันรอให้เธอตอบ น้ำตาของน้องสาวก็ยิ่งไหลหนักขึ้น หยดแล้วหยดเล่าตกลงบนฝากระเป๋าเดินทาง
"พี่โกรธอยู่ใช่ไหม ขอโทษนะ เมื่อกี้หนูไม่ได้ใส่เครื่องช่วยฟัง เลยฟังไม่ชัดว่าพ่อแม่พูดอะไรกัน หนูไม่รู้ว่าพวกเขากำลังตะคอกพี่ หนูไม่ได้ช่วยพี่เถียง พี่เลยโกรธใช่ไหม..."
เธอร้องไห้พลางพูดจาสับสน มือกำมือไป๋จื่อจื่อไว้แน่น "พวกพี่ทะเลาะกันเรื่องอะไร บอกหนูสิ เดี๋ยวหนูไปคุยกับพวกเขาเอง"
"ไม่ต้องแล้ว" เธอใส่เสื้อผ้าลงในกระเป๋า แล้วค่อย ๆ เช็ดน้ำตาบนใบหน้าของไป๋ติงเซียง
"พี่ไม่ได้โกรธ พี่ตั้งใจจะกลับในสองวันนี้อยู่แล้ว ยังต้องกลับไปเรียนด้วย"
น้องสาวสูดจมูกฟุดฟิด "แต่พี่รีบไปจัง... เมื่อวานเพิ่งกลับมาถึงบ้านเอง..."
"ไม่รีบหรอก" ไป๋จื่อจื่อยิ้มบาง ๆ "สิ่งที่อยากเห็นก็ได้เห็นหมดแล้ว คุณย่าสบายดี เธอก็สบายดี พี่กลับไปยังมีวิทยานิพนธ์ที่ต้องรีบทำ ถ้าเธอไม่สบายใจ โทรหาพี่ได้นะ"
สองพี่น้องสนิทกันดี ไป๋ติงเซียงมักโทรทางไกลหาเธออยู่เสมอ
น้องสาวกำมือไป๋จื่อจื่อไว้แน่น ไล่นิ้วทีละนิ้วมาขังไว้ในอุ้งมือ ราวกับกลัวว่าเธอจะหายไปในวินาทีถัดไป
"แต่เราไม่ได้เจอกันตั้งนาน พี่อยู่ต่ออีกหน่อยได้ไหม วิทยานิพนธ์เขียนที่นี่ก็ได้นี่"
"อยู่เป็นเพื่อนหนูเลือกชุดแต่งงานหน่อยนะ หนูยังไม่ได้เลือกเลย พี่ตาถึงที่สุดแล้ว ช่วยเลือกให้หนูหน่อยสิ อีกอย่าง งานแต่งก็จัดปลายเดือนพฤศจิกายน อีกไม่นานเอง พี่อยู่ร่วมงานแต่งของหนูแล้วค่อยกลับได้ไหม"
ไป๋จื่อจื่อถอนหายใจเบา ๆ
ปลายเดือนพฤศจิกายน... ยังต้องรออีกตั้งสองเดือน
แต่เมื่อก้มมองน้องสาวที่ยังสะอื้นอยู่ในอ้อมแขน คำปฏิเสธกลับติดอยู่ในลำคอ ไม่ว่าอย่างไรก็พูดไม่ออก
