ซูเถาไม่เปิดโอกาสให้เซวียลี่เจวียนโต้แย้ง เธอกวาดตามองคนที่ยืนมุงดูอยู่รอบ ๆ
“ฉันมาตอบรับคำเรียกร้องให้ลงชนบท ไม่ได้มาให้พวกทุนนิยมขูดรีด”
พูดจบก็ไม่มองเซวียลี่เจวียนที่หน้าซีดเผือดเพราะความตกใจอีก หันไปมองซ่งเสี่ยวอวิ๋นที่เพิ่งช่วยพูดแทนเซวียลี่เจวียนเมื่อครู่
“สหายซ่งเสี่ยวอวิ๋น เมื่อกี้คุณหมายความว่า ถ้าไม่ให้ยืมเสบียงก็แปลว่าไม่สามัคคี ไม่ใช่คนดีใช่ไหม?”
“เสบียงพวกนี้ครอบครัวฉันเป็นห่วงว่าฉันจะทำงานได้คะแนนไม่มากจนต้องอดข้าว เลยประหยัดจากส่วนที่ตัวเองกินมาให้ ฉันไม่มีทางให้ยืมหรอก ส่วนคนไม่ดีคนนี้ ฉันจะเป็นเอง”
“ฉันคิดว่าสหายซ่งเสี่ยวอวิ๋นของพวกเราเป็นคนดีมาก เป็นสหายที่ดีแน่นอน” ซูเถายิ้มพลางยกยอซ่งเสี่ยวอวิ๋น
“ใครเสบียงไม่พอก็รีบไปยืมจากสหายซ่งเถอะ เธอไม่มีทางปฏิเสธแน่”
เมื่อถูกซูเถาพูดเช่นนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าซ่งเสี่ยวอวิ๋นแทบจะรักษาไว้ไม่อยู่ กล้ามเนื้อบนแก้มกระตุกยิก ๆ
ซูเถากวาดตามองสีหน้าที่แตกต่างกันของทุกคน ก่อนยิ้มถามเซวียลี่เจวียน “อะไรนะ เมื่อกี้เซวียลี่เจวียนขาดเสบียงจนถึงขั้นลงมือแย่งของฉัน แต่ตอนนี้สหายซ่งเสี่ยวอวิ๋นจะให้ทุกคนยืม เธอกลับไม่ยืมแล้วเหรอ?”
ใบหน้าที่ก่อนหน้านี้ยังเปื้อนรอยยิ้มของซูเถาพลันเย็นชาลง น้ำเสียงเข้มงวดขึ้น ทั้งยังเจือความน้อยใจอยู่เล็กน้อย
“นี่แปลว่าเซวียลี่เจวียนไม่ได้ขาดเสบียงเลยสักนิด แค่เห็นว่าฉันเด็กและรังแกง่าย ก็เลยจงใจแย่งเสบียงของฉันใช่ไหม!”
“ใช่ไหม!”
“ฉะ...ฉันไม่ได้ทำ”
เซวียลี่เจวียนถูกตวาดจนถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“วันแรกที่พวกเรามาถึง พวกปัญญาชนที่ลงชนบทมาก่อนก็จงใจยึดที่นอนเตาถ่านไปตั้งสองในสาม วันนี้ยังจงใจแย่งเสบียงของฉันอีก”
