ตอนเดินผ่านเซวียลี่เจวียนที่นอนหมดแรงอยู่บนพื้น ซูเถาไม่แม้แต่จะชะงักฝีเท้า มิน่าพี่รองของเธอถึงชอบโยนคนลงส้วม ที่แท้มันใช้ได้ผลดีขนาดนี้นี่เอง
อู๋จวิ้นเจี๋ยรอจนซูเถาเดินไปไกลแล้ว ถึงค่อยคลานหนีออกจากบ่อมูลสัตว์ พักใหญ่กว่าจะยืนขึ้นได้ด้วยขาที่สั่นเทา ตอนนั้นเองถึงเพิ่งรู้ว่ารองเท้าบนเท้าข้างหนึ่งหายไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้
มื้ออาหารหลังจากนั้น ทุกคนต่างนั่งเงียบกริบ แม้แต่เจียงหมิงหย่วนก็ไม่ออกมาช่วยไกล่เกลี่ย เพราะกลัวว่าซูเถาจะไม่พอใจแล้วจับเขาโยนลงไปบ้าง
พวกเขาไม่คิดเลยจริง ๆ ว่าเด็กสาววัยแรกรุ่นคนหนึ่งจะลงมือทำอะไรห้าวหาญขนาดนี้
ซูเถาเองก็ไม่ได้คิดจะโยนใครลงไปจริง ๆ แค่อยากขู่ให้กลัวเท่านั้น
ช่วงนี้ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะตอนเช้า อากาศยังหนาวมาก ถ้าโยนคนลงไป อีกฝ่ายต้องป่วยแน่ ถึงตอนนั้นต่อให้เธอเป็นฝ่ายถูก ก็จะกลายเป็นฝ่ายผิดแทน
แค่ทำให้ทุกคนรู้ว่าแม้เธอจะอายุน้อย แต่ก็ไม่ใช่คนที่ใครจะมารังแกได้ง่าย ๆ ก็พอแล้ว
ทุกคนกินมื้อเช้าจบลงอย่างเงียบงัน ไม่มีใครกล้ามองซูเถาแม้แต่แวบเดียว พอได้ยินเสียงระฆังเรียกไปทำงาน ทุกคนก็พร้อมใจกันถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนเร่งฝีเท้าออกไปข้างนอก ราวกับมีใครไล่ตามอยู่ข้างหลัง
ตอนที่พวกเธอเดินตามปัญญาชนลงชนบทรุ่นเก่ามาถึงลานนวดข้าว ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็มาถึงกันแล้ว ปัญญาชนรุ่นเก่าพากันวิ่งเหยาะ ๆ ไปยังกลุ่มของตัวเอง ทิ้งผู้มาใหม่ทั้งหกคนให้ถูกชาวบ้านมองราวกับเป็นตัวตลก
“โอ๊ย ทำไมมีเด็กมาด้วยล่ะ หน้าตาเหมือนตุ๊กตาในภาพมงคลเลย จะทำงานอะไรไหวเนี่ย?”
“พวกเธอไม่รู้เหรอ นั่นคือปัญญาชนลงชนบทซูเถา เมื่อวานเพิ่งโดนพวกปัญญาชนรุ่นเก่ารังแกมา เป็นเด็กน่าสงสารจริง ๆ”
