ยินดีต้อนรับสู่ยุคเจ็ดศูนย์
“ไอ้สารเลวหน้าไหนมันเป็นคนแจ้งความกัน! ชั่วช้าจริง ๆ!” แม่ซูคำรามด้วยความโกรธ พยายามกดเสียงไว้เพราะกลัวจะปลุกลูกสาวที่ยังไม่ตื่น
“พ่อไม่ได้เป็นหัวหน้าห้องทำงานก็ช่างเถอะ แต่ฉันไม่เข้าใจเลย ทำไมต้องให้ลูกสาวคนเล็กของฉันลงชนบทด้วย”
“แกยังอายุไม่ถึง 15 ปีเลยนะ! นี่มันจะเอาชีวิตฉันชัด ๆ!”
พ่อซูนั่งอยู่ตรงข้ามแม่ซู ก้มหน้าถอนหายใจ ดวงตาแดงก่ำ มือทั้งสองขยี้ผมอย่างแรง
เขาเองก็ไม่อยากให้ลูกสาวคนเล็กลงชนบท ตัวเล็กแค่นั้น ยังสูงไม่ถึงต้นหอมด้วยซ้ำ ถ้าต้องไปอยู่ชนบทแล้วจะใช้ชีวิตยังไง
“เรื่องลงชนบท เราฟังลูกเถอะ เรื่องที่ลูกตัดสินใจไม่เคยผิดเลย”
“คนที่แจ้งความต้องเป็นเฝิงเต๋อเฉิงบ้านข้าง ๆ แน่ คนที่มีคุณสมบัติเลื่อนเป็นหัวหน้าห้องทำงานได้ก็มีแค่เราสองคน”
“ฮึ กล้ามาวางแผนเล่นงานฉัน ทำให้ลูกต้องลงชนบท คิดว่าฉันเป็นหัวหน้าไม่ได้แล้วตัวเองจะได้เป็นหรือไง ฝันไปเถอะ!”
เมื่อได้ฟังพ่อซูวิเคราะห์ ดวงตาที่เคยสับสนของแม่ซูก็พลันสว่างวาบ เธอตบโต๊ะดังปัง
“โครม!”
“ฉันก็ว่าอยู่แล้ว ทำไมช่วงนี้ยายเฝิงบ้านข้าง ๆ มองฉันแปลก ๆ ที่แท้ก็รอดูเรื่องน่าขันของบ้านเราอยู่นี่เอง ช่าง...ชั่วช้าจริง ๆ!”
แม่ซูตื่นเต้นจนเผลอขึ้นเสียง พอนึกได้ว่าลูกสาวยังอยู่บ้าน จึงกลืนคำด่าที่เกือบหลุดปากลงคอไปอย่างฝืนใจ
“ที่รัก เบาเสียงหน่อย ลูกเถาเถายังไม่ตื่นนะ”
แม่ซูรีบปิดปาก ตั้งใจฟังจนได้ยินเพียงเสียงน้ำเดือดปุด ๆ บนเตาถ่านอัด แล้วลดเสียงลงคุยต่อ
“โชคดีที่มีคนช่วยสกัดจดหมายแจ้งความไว้ ไม่งั้นเรื่องคงบานปลาย แล้วทั้งบ้านเราก็จบเห่แน่”
พ่อซูนึกถึงจดหมายแจ้งความที่เห็นในกระเป๋าหลังกลับบ้านเมื่อคืนแล้วก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งสันหลัง
ที่จริงซูเถาตื่นแล้ว เธอเกิดใหม่มาอยู่ในท้องแม่ และยังมีพื้นที่ห้างสรรพสินค้าติดตัวมาด้วย
ชาติที่แล้วเธออ่านนิยายยุคเจ็ดศูนย์เรื่องหนึ่ง นางเอกที่มาจากวันสิ้นโลกทะลุมิติมาในยุคเจ็ดศูนย์แล้วทิ้งโอกาสเรียนมหาวิทยาลัย หันมาอยู่บ้านปรนนิบัติสามีและเลี้ยงลูก เนื้อเรื่องทำให้เธอโมโหจนเขียนรีวิวตำหนิผู้เขียนยาวถึงสองหน้า
ระหว่างทางไปซื้อบ้าน เธอยังคิดถึงเรื่องนี้อยู่ เผลอแวบเดียวก็ถูกรถชน พอฟื้นขึ้นมาอีกครั้งก็กลายเป็นทารกน้อยชื่อซูเถา
ชาติที่แล้วเธอเป็นเด็กกำพร้า แต่ที่นี่เธอมีพ่อแม่ มีพี่ชายสามคน และเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้าน ทุกคนรักและตามใจเธอสุด ๆ ของอร่อยต้องให้เธอกินก่อน เสื้อผ้าของเธอมีรอยปะน้อยมาก ต่างจากพี่ชายทั้งสามที่เสื้อเต็มไปด้วยรอยปะซ้อนกัน
ซูเถาที่ไม่เคยสัมผัสความอบอุ่นของครอบครัวในชาติก่อน ตอนนี้มีความสุขในทุก ๆ วัน
ถ้าไม่นับยุคที่อาหารขาดแคลน เครื่องดื่มก็หายาก แถมทุกอย่างยังต้องจำกัดปริมาณ
ตอนซูเถายังเล็ก คนทั้งหกในบ้านต้องเบียดกันอยู่ในห้องเล็ก ๆ ขนาดสิบกว่าตารางเมตร แค่ใครตดขึ้นมา คนทั้งห้องก็ได้กลิ่นกันทั่ว
พ่อแม่ทำงานสลับกะกันทุกวัน แม้แต่ช่วงเทศกาลปีใหม่ก็ยังทำงานล่วงเวลา แข่งขันกันเป็นคนงานต้นแบบ กว่าจะได้บ้านหลังปัจจุบันมาก็เมื่อห้าปีก่อน
แม้บ้านจะมีพื้นที่ไม่ถึง 40 ตารางเมตร แต่ก็มีลานเล็ก ๆ และซูเถายังมีห้องเป็นของตัวเองด้วย
แม้ห้องจะเต็มไปด้วยเตียงเดี่ยวกับโต๊ะเขียนหนังสือ ซูเถาก็พอใจมากแล้ว
แต่ชีวิตสงบสุขแบบนี้เพิ่งผ่านไปได้ไม่นาน เธอก็ต้องถูกบีบให้ลงชนบทเสียแล้ว
ซูเถาลูบสมุดจดหนาเตอะที่ใช้ทบทวนเพื่อสอบเป็นผู้ประกาศข่าว น้ำตาไหลลงมาโดยไม่รู้ตัว แม้จะตัดสินใจลงชนบทแล้ว แต่เธอทุ่มเทเรียนหนักทั้งวันทั้งคืน สุดท้ายกลับต้องยกโอกาสให้คนอื่น ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็อดรู้สึกไม่ยินยอมไม่ได้
เธอรู้ว่าพ่อแม่เป็นห่วง แต่ตอนนี้มีคนจับตาครอบครัวพวกเธออยู่ ที่บ้านจำเป็นต้องมีคนหนึ่งลงชนบท
พ่อแม่ทำงานประจำทั้งคู่ พี่ใหญ่เพิ่งแต่งงานได้ไม่นาน พี่รองเพิ่งได้เป็นพนักงานประจำของสหกรณ์จำหน่ายสินค้า ส่วนพี่สามกำลังเรียนมหาวิทยาลัยแรงงาน ชาวนา และทหาร มีเพียงเธอที่ยังไม่มีงานประจำ การให้เธอลงชนบทจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ตอนซูเถาทะลุมิติมา เธอมีพื้นที่ห้างสรรพสินค้าติดตัวมาด้วย มันเป็นพื้นที่ที่เติบโตได้ ตอนแรกมีห้างเล็ก ๆ แค่หนึ่งตารางเมตร แต่ตอนนี้ขยายเป็นห้องขนาดสิบตารางเมตรแล้ว
ถึงจะไม่ใหญ่ แต่ของก็มีครบ
เพราะมีห้างสรรพสินค้าอยู่ เธอจึงใช้ชีวิตได้สบายพอสมควรตลอดหลายปีมานี้ แค่บางครั้งที่ต้องกินของอร่อยคนเดียว ซูเถาก็รู้สึกไม่ค่อยดี
แม้เธอจะแอบหาเหตุผลต่าง ๆ มาเพิ่มอาหารให้คนในครอบครัวอยู่บ้าง แต่เพื่อไม่ให้ถูกจับได้ จึงเอาของออกมาได้ไม่มาก
อย่างไรก็ตาม ความลับนี้เธอจะไม่บอกใครเด็ดขาด ทั้งพ่อแม่ พี่น้อง หรือแม้แต่คนรักและลูกในอนาคต
ความลับบางอย่าง เมื่อพูดออกไปก็ไม่ใช่ความลับอีกต่อไป
อีกสองปีก็จะมีการสอบเข้ามหาวิทยาลัย การลงชนบทอาจไม่ใช่เรื่องแย่เสียทีเดียว เธอยังมีห้างสรรพสินค้าอยู่ ไปอยู่ชนบทคงไม่ลำบากเกินไป
เพื่อไม่ให้พ่อแม่กังวล ซูเถาเช็ดน้ำตาแล้วค่อย ๆ เปิดประตู เดินไปนั่งข้างแม่ซู
“พ่อ แม่”
“อ้าว เถาเถา พ่อทำหนูตื่นหรือเปล่า?” แม่ซูเช็ดน้ำตา จับมือลูกสาวด้วยความสงสาร แล้วโยนความผิดให้พ่อซูอย่างชำนาญ
พ่อซูชินเสียแล้ว เขาสลัดความเศร้าและโกรธเมื่อครู่ทิ้งไป ยิ้มแฉ่งมองลูกสาวคนเล็ก ไม่ได้คิดจะแก้ตัวสักนิด
“เปล่าค่ะ หนูตื่นนานแล้ว” ซูเถาพูดยิ้ม ๆ
“พ่อ แม่ พี่ใหญ่กับพี่รองมีงานทำ พี่สามก็เรียนมหาวิทยาลัย บ้านเรามีเจ็ดคน เป็นพนักงานประจำสี่คน พ่อกับแม่ก็ยังเป็นหัวหน้างานเล็ก ๆ ในโรงงาน ตามหลักแล้วก็จำเป็นต้องมีคนหนึ่งลงชนบทจริง ๆ”
“เถาเถา ลูกสอบได้เป็นผู้ประกาศข่าวของโรงงานเครื่องจักรแล้ว ลูกก็มีงานทำเหมือนกันนะ!”
“มีงานทำแล้วก็ไม่ต้องลงชนบทน่ะสิ ทั้งหมดเป็นเพราะไอ้คนชั่วนั่นแหละ คอยดูเถอะ ฉันจะด่ามันให้ตาย!”
พูดจบ เธอก็มองไปทางลานบ้านข้าง ๆ อย่างดุดัน
“แม่ บ้านเรามีลูกสี่คน จะไม่ให้ใครไปเลยคงไม่ได้แน่ ๆ”
ซูเถาจับมือแม่ซูแล้วพูดต่อ “ลงชนบทเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แทนที่จะถูกบังคับให้ไป สู้หนูสมัครไปเองดีกว่า อย่างน้อยก็ยังเลือกที่ดี ๆ ได้”
“ลูกเอ๊ย ลงชนบทไม่ใช่เรื่องดีสักหน่อย ดูลูกสาวบ้านพักคนงานข้าง ๆ สิ ตอนกลับมาสภาพเป็นยังไงบ้าง”
พอแม่ซูนึกถึงลูกสาวผิวขาวนุ่มนิ่มของตัวเองกลับมาเป็นสาวแก่ผอมแห้งผิวคล้ำ เธอก็สะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ
พ่อซูได้ยินแม่ซูพูดแล้ว ไม่รู้คิดจินตนาการอะไรไปถึงไหน จึงก้มหน้าแอบเช็ดน้ำตา
ไหนบอกว่าผู้ชายไม่หลั่งน้ำตาง่าย ๆ ไง!
ซูเถาส่ายหน้า ใครจะคิดว่าพ่อซูเจี้ยนผิงผู้สง่างามและเคร่งขรึมต่อหน้าคนนอก พอกลับบ้านจะกลายเป็นสามีกลัวเมีย แถมยังอ่อนไหวสุด ๆ อีกด้วย!
แม่ของเธอ คุณนายเสิ่นเหวินฟาง ดูบอบบางอ่อนโยนและพูดง่าย แต่จริง ๆ แล้วดุมาก ในบ้านเธอเป็นคนตัดสินใจทุกเรื่อง
สองสามีภรรยาอยู่ด้วยกันมาหลายปี แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีคนนอกรู้ว่าแม่ซูเป็นใหญ่ในบ้าน เห็นได้ชัดว่าแม่ซูรักษาภาพลักษณ์ต่อหน้าคนอื่นได้แนบเนียนแค่ไหน
“พ่อ แม่ ถ้าหนูลงชนบท พ่อแม่จะไม่ดูแลหนูแล้วเหรอคะ?”
“ถึงตอนนั้นส่งเงินมาให้หนูเยอะ ๆ ชีวิตหนูจะได้สุขสบายสุด ๆ ไปเลย” ซูเถาออดอ้อน
เธอรู้ว่าพ่อแม่เป็นห่วงและรู้สึกผิด เธอไม่อยากให้ทั้งสองคนเสียใจมากเกินไป เรื่องลงชนบทพวกท่านก็ไม่มีทางเลือกเหมือนกัน
ถ้ารอให้สำนักงานเยาวชนปัญญาชนบังคับใช้คำสั่ง ไม่เพียงพ่อจะหมดโอกาสเลื่อนตำแหน่งครั้งนี้ แต่ต่อไปก็คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว เผลอ ๆ อาจพาลให้ทั้งครอบครัวเดือดร้อนไปด้วย
“พ่อ แม่ ยังไม่รู้อีกเหรอว่าหนูเก่งแค่ไหน ลงชนบทไปใครกล้ามาหาเรื่อง หนูตบให้ตายเลย!”
พ่อซูกับแม่ซูเกือบลืมไปแล้วว่าลูกสาวของพวกเขาไม่เพียงหน้าตาสวย แต่ยังยกแม่หมูทั้งตัวได้ด้วยมือเดียว
พอเห็นว่าพ่อแม่เลิกเศร้าแล้ว ซูเถาก็รีบบอกแผนที่คิดไว้ พ่อซูกับแม่ซูฟังแล้วตาเป็นประกาย ทั้งสามคนรีบกินมื้อเช้าให้เสร็จ แม้แต่ชามก็ไม่มีเวลาล้าง ก่อนจะทยอยออกจากบ้านไป
