บนศาลาว่าการ หยางเค่อประกาศคำตัดสินตามกฎหมาย สั่งประหารหมู่เติ้งหลิน เสมียนเอก ที่ปรึกษา นายอำเภอ และผู้เกี่ยวข้องในคดีทุจริตทั้งหมดต่อหน้าธารกำนัล เพื่อลงโทษให้สาแก่ใจ มิให้ผู้ใดเอาเยี่ยงอย่าง
อันที่จริง การทุจริตในศาลาว่าการอำเภอซวงหัวนั้นมิได้แตกต่างจากในค่ายทหาร หาใช่กรณีพิเศษแต่ประการใด
นอกจากผู้คุมกฎเติ้งหลินที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงแล้ว เสมียนเอก ที่ปรึกษา กระทั่งนายอำเภอระดับล่างล้วนมีส่วนร่วม ก่อเกิดเป็นสายสัมพันธ์ทุจริตที่สมบูรณ์ครบวงจร
หยางเค่อเป็นคนเฉียบขาดมาโดยตลอด บังคับใช้กฎหมายดุจขุนเขาที่มิอาจสั่นคลอน ต่อคนชั่วที่เบียดเบียนราษฎรเช่นนี้หาได้ปรานี พวกเขาล้วนถูกลงโทษขั้นเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น
เหตุการณ์ในอำเภอซวงหัวได้เตือนสติหลิงชวนและหยางเค่อให้ตระหนักว่า ความเสื่อมโทรมของระบบราชการมักจะแนบเนื่องไปกับความหย่อนยานของกองทัพ สองสิ่งนี้สมคบคิดกัน หายนะจึงยิ่งหยั่งรากลึก
หากต้องการชำระล้างอวิ๋นโจว จำเป็นต้องกำกับทั้งการทหารและการปกครองควบคู่กัน ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งมิได้
ทั้งสองพักอยู่ในอำเภอซวงหัวสามวัน จัดการภาระที่คั่งค้างให้แล้วเสร็จ จากนั้นก็ออกเดินทางสู่อำเภอต่อไปเพื่อตรวจราชการ
โชคดีที่ในเส้นทางหลังจากนี้ มิได้ตรวจพบปัญหาหนักหน่วงอย่างการทุจริตอีก ทำให้ทั้งสองรู้สึกโล่งอกไปบ้าง
หากเหตุร้ายเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ต่อให้พวกเขาออกแรงจัดการมากเพียงใด ก็ยากที่จะเลี่ยงความเคลือบแคลงใจในตนเอง มิอาจแน่ใจว่าการชำระล้างและการปฏิรูปก่อนหน้านี้บังเกิดผลจริงหรือไม่
กระนั้น ระหว่างการตรวจราชการก็ยังพบข้อบกพร่องจุกจิกอีกมาก อาทิ ภายในค่ายทหารมักมีระเบียบวินัยที่หย่อนยาน และการฝึกซ้อมที่ทำพอเป็นพิธี
ด้านหยางเค่อก็พบว่าระบบการเกษตรแบบใหม่ในบางอำเภอยังนำไปปฏิบัติได้ไม่ทั่วถึง ข้อพิพาทของราษฎรไม่ได้รับการตัดสินอย่างทันท่วงที ล้วนเป็นจุดบกพร่องที่ต้องปรับปรุงแก้ไขทีละรายการ
