ครึ่งชั่วยามต่อมา ข้าศึกถูกตีถอยไปในที่สุด เขารีบเรียกนายกองสองนายเข้ามาพบ ถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดว่า “ความเสียหายจากการรบเป็นเช่นไรบ้าง”
นายกองคนหนึ่งปาดคราบเลือดบนใบหน้า รายงานด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “จากทหารสองพันกว่านาย เสียชีวิตไปหกร้อยกว่านายแล้ว บาดเจ็บสาหัสอีกสามร้อยกว่านาย ที่เหลือส่วนใหญ่ก็มีบาดแผลเล็กน้อย”
สีหน้าของอวี๋หุยเคร่งขรึมถึงขีดสุด จึงถามอีกว่า “ลูกธนูและน้ำมันไฟเหลืออยู่เท่าใด”
“พลธนูเหลือลูกธนูเฉลี่ยคนละไม่ถึงสามสิบดอก” นายกองที่ไหล่บาดเจ็บอีกนายหนึ่งพลางตอบพลางให้หมอทหารพันแผลไปด้วย “น้ำมันไฟใช้ได้อีกเพียงครั้งเดียว”
อวี๋หุยพยักหน้า กวาดตามองทหารที่บาดเจ็บนอนระเกะระกะบนกำแพงเมือง สะกดความรู้สึกหนักอึ้งในใจไว้ แล้วกล่าวว่า “บอกพวกพี่น้องให้รีบจัดการกับบาดแผล แล้วฟื้นฟูแนวป้องกันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”
“ท่านแม่ทัพ กำแพงเมืองหลายจุดเสียหายหนัก ฟื้นฟูไม่ได้เลยในเวลาอันสั้น” นายกองที่บาดเจ็บผู้นั้นรายงานด้วยเสียงหอบ
อวี๋หุยหันไปมองเขา สายตาคมกริบดุจมีด กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ต่อให้ต้องเอาศพถม ก็ต้องอุดช่องโหว่ให้จงได้”
“ขอรับ” นายกองยืดอกเชิดหน้าขานรับอย่างเด็ดเดี่ยว
อวี๋หุยจ้องมองแสงไฟสว่างโร่อยู่เบื้องล่างนอกเมืองด้วยแววตาเร่าร้อน กล่าวต่อไปว่า “หากไม่มีอะไรผิดพลาด ก่อนฟ้าสาง ข้าศึกจะบุกอย่างดุเดือดที่สุด ไม่ว่าจะยังไงก็ต้องตีต้าชาเฉิงให้แตกให้ได้”
เขาหยุดเล็กน้อย แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดขึ้นว่า “บอกพวกพี่น้อง ระลอกหน้าให้สาดน้ำมันไฟลงไปใต้กำแพงเมืองโดยตรง จุดไฟเผาซากศพพวกนั้นให้หมด”
