แน่นอนว่าเริ่นอู่จู่ที่เคยเกรียงไกรกลางสมรภูมิ สร้างตำนานทหารราบ ย่อมต้องมีวิธีรับมือสถานการณ์เช่นนี้
พลันเห็นสองข้างกระบวนทัพ จู่ ๆ ก็มีทหารกระบี่ม่อปรากฏกายจำนวนมาก พวกเขาสวมเกราะหนัก มือถือกระบี่ม่อที่หนาหนักดั่งบานประตู ตรงเข้าประชิดปีกข้างของทหารม้าหูเจี๋ย
“ฉับ!”
กระบี่ม่อหนาหนักฟาดฟันลงจากกลางอากาศ ภายใต้รัศมีสนธยา ใบมีดลากแสงสีเลือด กรีดเกราะของทหารม้าหูเจี๋ยออกจากกัน ตามมาด้วยร่างของพวกเขา และม้าศึกที่พวกเขาคร่อม
ฟันเพียงดาบเดียว คนและม้าถูกแยกเป็นสองซีก!
อานุภาพอันน่าเกรงขามของกระบี่ม่อ ปรากฏให้ประจักษ์ในยามนี้
แน่นอน ถึงจะมอบกระบี่ม่อในมือพวกเขาให้อีกหน่วยหนึ่ง ก็คงไม่สามารถสำแดงอิทธิฤทธิ์ได้ถึงเพียงนี้ เพราะนี่ต้องอาศัยพละกำลังอันแข็งแกร่งอย่างยิ่งเป็นพื้นฐาน
ความจริงแล้ว กระบี่ม่อแต่เดิมเป็นอาวุธเฉพาะของเริ่นอู่จู่ กองทัพอื่นก็เคยลองจัดตั้ง แต่สุดท้ายก็ต้องละทิ้ง เพราะข้อจำกัดด้านพละกำลัง ทำให้ไม่สามารถใช้ศาสตราที่หนักหนาเช่นนี้ได้เป็นเวลานาน
ปัจจุบัน นอกจากหน่วยทหารชั้นยอดบางส่วนใต้บังคับบัญชาของหลันเสี่ยวถังในกองทหารรักษาพระนคร และแม่ทัพบางนายที่เลื่องชื่อเรื่องพละกำลัง ยังคงใช้อยู่
เว่ยฉงซานเริ่มสร้างเริ่นอู่จู่ กระบี่ม่อก็ย่อมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพียงแต่ไม่รู้ว่า กระบี่ม่อจะสามารถตามติดกองเริ่นอู่จู่ใหม่แกะกล่องนี้ หวนคืนสู่ความรุ่งโรจน์เมื่อร้อยปีก่อนได้หรือไม่
หากกล่าวว่า เริ่นอู่จู่คือทหารกล้าผ่านศึกร้อยสมรภูมิที่คัดมาจากกองทัพฝ่ายเหนือสี่แสนนาย หน่วยกระบี่ม่อก็คือยอดขุนพลพละกำลังที่คัดเข้มอีกครั้งจากกองเริ่นอู่จู่หนึ่งหมื่นนาย
