ห่างจากเมืองอวิ๋นโจวไปอีกหลายลี้ ก็เห็นทหารกองทัพอวิ๋นโจวยืนเรียงแถวเป็นระเบียบอยู่สองข้างทางหลวง สีหน้าทุกคนเคร่งขรึม แขนขวาล้วนคาดผ้าขาวไว้
สายตาพวกเขาจับจ้องไปยังรถเข็นในขบวนที่บรรทุกร่างสหายร่วมรบผู้พลีชีพ เนื่องจากไม่อาจหาโลงศพได้พอในเวลาอันสั้น ทั้งหนทางยังห่างไกล จึงได้แต่ใช้เสื่อหวายห่อร่างวีรชนแล้วขนกลับมา
โชคดีที่ช่วงนี้เป็นฤดูหนาวเหน็บ จึงไม่ต้องกังวลว่าร่างจะเน่าเปื่อยส่งกลิ่น
หลิงชวนเดินนำอยู่หน้าสุดของขบวน ด้านหลังติดตามด้วยรถเขื่อนับร้อยที่ควบคุมโดยกองทหารคนสนิท แต่ละกองทัพเรียงตามลำดับเดินตามหลังมา
เมื่อขบวนรถเคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้า ทหารกองทัพอวิ๋นโจวที่มารอรับต่างยกมือกำหมัดพร้อมกัน แล้วทุบลงบนเกราะอกของตนอย่างแรง
“ตึง! ตึงตึง! ……”
เสียงหมัดกระทบเกราะดังกังวานประหนึ่งฟ้าคำราม ดุจกลองศึกกระหึ่ม
แต่ทว่ากลองจะดังเพียงใด ก็มิอาจปลุกดวงวิญญาณผู้กล้าที่หลับใหลให้ตื่นขึ้นมาได้
ทหารกองทัพอวิ๋นโจวทุกนายตาแดงก่ำ จ้องมองสหายร่วมรบที่พรากจากกันชั่วนิรันดร์บนรถเข็นนั้นอย่างแน่วแน่ หลายคนน้ำตาอาบแก้ม แต่ทำได้เพียงเปลี่ยนความโศกเศร้าเต็มอกให้กลายเป็นแรงทุบเกราะ
หลิงชวนขี่ม้าสะท้อนหิมะที่มีขนขาวปลอดทั้งตัวนำหน้าสุด
กล่าวกันว่าสรรพสิ่งล้วนมีวิญญาณ ม้าสะท้อนหิมะเหมือนจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายโศกสลดเข้มข้นในขบวน จึงก้าวย่างหนักหน่วงเชื่องช้าลง เสียงกีบดังต่ำทึบคล้ายเสียงสะอื้น
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด ในที่สุดขบวนก็มาถึงใต้กำแพงเมืองอวิ๋นโจว
