“อันที่จริง เหตุผลนั้นง่ายมาก!” หลิงชวนเอ่ยขึ้น “แม้ศึกชิงชะตาชาตินี้พวกหูเจี๋ยจะพ่ายแพ้ แต่รากฐานที่สั่งสมมานานหลายร้อยปีของพวกเขา มิใช่จะทำลายได้ง่ายดาย!”
“ดังสุภาษิตที่ว่า ตะขาบร้อยขาตายแล้วยังไม่แข็งทื่อ พวกหูเจี๋ยเกิดมาเป็นนักรบ อีกทั้งยังอุดมไปด้วยม้าศึก พอเปิดศึกเมื่อใดก็เป็นทหารกันทั้งชาติ หากอยากล้มแคว้นชนเผ่าใหญ่แห่งทุ่งหญ้าแห่งนี้ลงได้จริง มีเพียงทำลายล้างให้สิ้นซากเท่านั้น!”
หลิงชวนมองไปที่ฮ่องเต้ กล่าวต่อ “กระหม่อมยังคงยืนยันคำเดิม ความสงบสุขที่แท้จริงเกิดจากการนองเลือด ความจริงอยู่ที่ปลายดาบ หากอยากให้ลูกหลานได้อยู่เย็นเป็นสุขตลอดไป ก็ต้องสู้ศึกที่ต้องสู้ให้จบ ฆ่าศัตรูที่ต้องฆ่าให้สิ้น!”
ได้ฟังดังนั้น แม้แต่ฮ่องเต้ก็อดไม่ได้ที่สายตาจะหม่นลง
ซู่เหยาก็ยิ่งนำคำพูดของหลิงชวนกลับมาครุ่นคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในใจ ‘สู้ศึกที่ต้องสู้ให้จบ ฆ่าศัตรูที่ต้องฆ่าให้สิ้น!’
หลายปีมานี้ เขาแฝงตัวอยู่บนทุ่งหญ้า เข้าใจชนเผ่านี้อย่างลึกซึ้ง การปล้นสะดมและการเข่นฆ่าถูกจารึกลงในเลือดเนื้อของพวกเขามานานแล้ว
สำหรับชนเผ่าเช่นนี้ ความเมตตากรุณาทำได้เพียงทำให้พวกเขาคิดว่าเจ้ากลัว การให้เกียรติกันฉันท์มิตรทำได้เพียงทำให้พวกเขาคิดว่าเจ้าอ่อนแอ มีเพียงมือเหล็กที่เลือดเย็นเท่านั้นที่จะทำให้พวกเขายอมจำนนและหวาดกลัว
ฮ่องเต้นิ่งไปครู่หนึ่ง เอ่ยว่า “ต่อให้ทำลายจักรวรรดิหูเจี๋ยลงได้ ชนเผ่านับพันบนทุ่งหญ้าก็ยังคงอยู่ เจ้าคงไม่ได้คิดจะฆ่าพวกมันให้หมดสิ้นหรอกกระมัง?”
หลิงชวนส่ายหน้าเบา ๆ “ฆ่าให้หมดคงไม่ถึงเพียงนั้น แค่สังหารหนุ่มฉกรรจ์ของพวกมัน ให้พวกมันไม่มีกำลังพอจะรุกรานต้าโจวของเราได้อีกก็พอ!”
