บางที แม่ทัพคงคาดการณ์สถานการณ์เช่นวันนี้เอาไว้ล่วงหน้า เกรงว่าข่าวกรณีเร่งด่วนทางการทหารจะส่งถึงนครเทวะไม่ราบรื่น จึงเจาะจงสั่งให้เขาคุ้มกันจดหมายลับมาด้วยตนเอง
"พระคุณของสามท่าน พวกข้าจารึกไม่รู้ลืม ทว่าสถานการณ์คับขัน พวกข้าไม่อาจรีรอ จำต้องรีบไปส่งสารที่เมืองหลวงให้เร็วที่สุด" โค่วฮุ่ยคารวะทั้งสามคนอีกครั้ง กล่าวจบก็หมายจะพลิกกายขึ้นม้า ออกเดินทางต่อไป
"ที่นี่ห่างจากนครเทวะอีกราวสองร้อยลี้ ระหว่างทางต้องเต็มไปด้วยภยันตรายแน่ ให้ศิษย์พี่จากสำนักอวี้หวงช่วยส่งสารแทนจะดีกว่าหรือไม่" เสิ่นชีซุ่ยเสนอ
โค่วฮุ่ยฟังแล้ว สีหน้ามีแววลำบากใจ รีบกล่าวว่า "ความหวังดีของสามท่าน ข้าน้อยขอน้อมรับไว้ มิใช่ว่าข้าน้อยไม่เชื่อใจสามท่าน แต่แม่ทัพมีคำสั่ง ให้ข้าน้อยต้องส่งจดหมายลับฉบับนี้ถึงมือท่านเหยี่ยนเฮ่อเจ้าที่จวนถิงเว่ยด้วยตัวเอง ข้าน้อยมิอาจตัดสินใจตามอำเภอใจ!"
"เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ให้ศิษย์พี่ร่วมเดินทางไปเป็นเพื่อนสักเที่ยว ส่วนข้ากับเอ้อร์หลวีต้องรีบไปหล่งซี ช่วยเหลือท่านแม่ทัพหลิง!"
ในสามคนนี้ หลวงจีนน้อยอี้ฉานไม่ถนัดวาจา นักพรตชุดเขียวยิ่งไม่ปริปากตลอดทาง ดังนั้นการเจรจาจึงเป็นหน้าที่ของเสิ่นชีซุ่ยตั้งแต่ต้นจนจบ
ปรึกษาหารือกันสั้น ๆ ครู่หนึ่ง ก็แยกย้ายกันตรงนี้
นักพรตชุดเขียวกับโค่วฮุ่ยและพวกมุ่งหน้าไปนครเทวะด้วยกัน ในสามคนนั้น นับว่าเขามีปราณยุทธ์สูงสุด กระทั่งเสิ่นชีซุ่ยและหลวงจีนน้อยอี้ฉานยังหยั่งไม่ถึงขอบเขตพลังปราณของเขา มีเขาติดตามไป จดหมายลับคงถึงที่หมายได้โดยปลอดภัย
