“หย่งเย่เป็นภัยใหญ่หลวงที่เสด็จปู่ทรงกังวลยิ่ง แม้แต่พรรคหวงและพรรคฉีก็ยังเทียบไม่ได้ ครานี้แม้กองกำลังหลักของหย่งเย่จะถูกกวาดล้างไปแล้ว แต่พวกมันยังไม่สิ้นซาก ภารกิจของข้ายังไม่เสร็จสิ้น!” ลู่ฉางหนิงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
พอเอ่ยถึงหย่งเย่ หลิงชวนก็สนใจขึ้นมา จึงถามว่า “ราตรีเทวราชผู้นั้นเป็นใครกันแน่ ท่านอาจารย์พอจะมีเบาะแสบ้างหรือไม่?”
ลู่ฉางหนิงส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ครานี้เหยียนเฮ่อเจ้าบุกทำลายฐานบัญชาการของหย่งเย่บนเขาตู้ยวน จับกุมคนระดับสูงของพวกมันได้ไม่น้อย แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ยังไม่รู้ตัวตนของราตรีเทวราช!”
“ไม่มีเบาะแสเลยหรือ?”
ลู่ฉางหนิงยิ้มอย่างมีนัยแล้วกล่าวว่า “มี แต่ก่อนจะยืนยันได้ ข้าพูดส่งเดชไม่ได้!”
แม้ดูเหมือนเขาไม่ได้พูดอะไร แต่หลิงชวนก็เฉียบไวพอจะจับสังเกตได้ว่า ตัวตนของคนผู้นี้ต้องอ่อนไหวอย่างยิ่ง เขาจึงไม่ซักไซ้ต่อ
“แล้วตำหนักตานชิงเล่า? องค์กรมือสังหารแห่งนี้มีที่มาอย่างไรกันแน่?” หลิงชวนถามอีกครั้ง
“ที่มาขององค์กรนี้ลึกลับยิ่ง รากฐานและขุมกำลังของพวกมันไม่ด้อยไปกว่าหย่งเย่เลย ปกติพวกมันสนแต่เงิน ไม่สนตัวบุคคล ขอเพียงจ่ายไหว ต่อให้เป็นการลอบสังหารฮ่องเต้ พวกมันก็กล้ารับงาน ที่จริงแล้ว นับแต่สถาปนาราชวงศ์นี้มา พวกมันลงมือปลงพระชนม์ฮ่องเต้มาแล้วไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง!” ลู่ฉางหนิงกล่าวช้า ๆ
ฟังจากน้ำเสียงก็รู้ว่าแม้แต่ลู่ฉางหนิงเองยังเกรงกลัวตำหนักตานชิงอยู่ไม่น้อย
ทั้งสองสนทนากันอยู่นาน จนกระทั่งเหล้าหลายไหหมดเกลี้ยง ลู่ฉางหนิงจึงเอ่ยถามว่า “แล้วเจ้าเล่า เตรียมจะกลับชายแดนเหนือเมื่อใด?”
