ทว่ากองทหารม้าหู่เปินหาได้มีทีท่าหยุดยั้งไม่ กลับเร่งความเร็วมุ่งหน้าทะลวงเข้าใส่แนวโล่ชั้นที่สอง
ขณะที่ทหารม้าหู่เปินเข้าโจมตีจากด้านหน้านั้น ทางเหนือของค่ายก็มีเสียงกีบม้าดังกึกก้อง ชัดเจนว่าเป็นกำลังทหารม้าหู่เปินอีกห้าพันนายซึ่งนำโดยเซว่เจิ้นเอ้อมาถึงแล้ว
เห็นได้ชัดว่า ก่อนหน้านี้กบฏมิได้ตรวจพบกำลังทหารม้าหู่เปินอีกห้าพันนายของเซว่เจิ้นเอ้อ เมื่อทหารม้าหนักกลุ่มนี้บุกเข้ามาจากอีกทิศทางหนึ่ง จึงถูกต่อต้านเพียงเกาทัณฑ์ประปราย
ทหารม้าหู่เปินจึงพุ่งเข้าไปในแนวข้าศึกอย่างเปิดเผย เผชิญการจู่โจมของทหารม้าหนัก อย่าว่าแต่ค่ายพักชั่วคราวเช่นนี้เลย ต่อให้เป็นค่ายพักประจำการของทหารประจำการก็ยังยากจะต้านทาน
ทั้งยังมีค่ายพักมากีดขวาง พวกกบฏเหล่านี้แม้แต่จะจัดแนวป้องกันก็ทำมิได้ ไดแต่เห็นทหารม้าหู่เปินดุจกำแพงเหล็กกล้าทะลวงเข้ามา
บนหอบัญชาการกลางทัพ นายทหารสื่อสารรับคำสั่งจากแม่ทัพ ระดมทหารม้าไปหนุนทั้งสองจุดนั้น ให้สกัดสองกองกำลังนี้ไว้โดยเด็ดขาด ยิ่งกว่านั้น ทหารราบมหาศาลก็กำลังรวมพลมุ่งหน้าสองทิศทางนี้เช่นกัน
ยามนี้ ทหารม้าหู่เปินห้าพันนายที่ถังขุยหรานนำทัพได้พังแนวโล่สองชั้นแล้ว กำลังพุ่งเข้าใส่แนวโล่ชั้นที่สาม ส่วนทางด้านเซว่เจิ้นเอ้อก็บดขยี้มาตลอดทาง ในที่สุดก็พบแนวทวนขวางกั้น
แต่เขาหาชักช้าไม่ ทวนสังหารในมือชี้ตรงไปเบื้องหน้า ตะโกนก้องว่า “จงฉีกกระชากพวกมันให้ข้า!”
แม้หลิงชวนจะมีคำสั่งให้สังหารเพียงตัวการร้าย ลดการเข่นฆ่าให้น้อยที่สุด แต่ในใจพวกเขาก็รู้ดีแก่ใจ ทุกสิ่งล้วนมีข้อแม้ใหญ่อยู่ นั่นคือหลังจากมั่นใจว่าชัยชนะตกเป็นของตนแล้ว
