ความคิดของนางชะงักไปชั่วขณะเมื่อถึงจุดนี้
ที่แท้เซี่ยอวี้เหิงก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว คำถามของเขาครั้งนี้ นางไม่แม้แต่จะรู้สึกเศร้าใจ
เซี่ยอวี้เหิงผู้อ่อนโยนดั่งหยกในความทรงจำของนาง เซี่ยอวี้เหิงที่เคยสัญญาว่าจะไม่รังเกียจที่ตระกูลนางตกต่ำและจะยังคงมาสู่ขอ เซี่ยอวี้เหิงที่คนภายนอกเอ่ยขานว่าเป็นบุรุษผู้เที่ยงธรรมและสง่างาม ไออุ่นสุดท้ายที่หลงเหลือในใจนางก็จางหายไปหมดสิ้นแล้ว
นางเพียงแค่เหม่อลอยไปชั่วครู่ ก็ได้ยินเสียงแผ่วเบาของเซี่ยอวี้เหิงอีกครั้ง “หานอี เจ้าควรเรียนรู้จากหมิงโหรวเรื่องการทำใจให้สงบนิ่ง”
“ไม่ใช่หมกมุ่นอยู่แต่ในเรือนหลัง คิดแต่จะหึงหวงอิจฉาริษยา”
เขาพูดจบก็หมุนตัวเดินออกไปอีกครั้ง
จี้หานอีมองแผ่นหลังของเซี่ยอวี้เหิงอย่างสงบนิ่ง แล้วค่อยๆ เลื่อนสายตากลับมา หยิบหนังสือในมือขึ้น
นางแต่งเข้าตระกูลเซี่ยได้สามปี ทุ่มเทกายใจดูแลเรือนหลังให้เขาเรียบร้อย จัดเตรียมทุกสิ่งอย่างที่เขาต้องการ ไม่เคยให้เขาต้องกังวลกับเรื่องจิปาถะ
แม้แม่สามีจะเข้มงวดและกลั่นแกล้งบ้างเป็นครั้งคราว นางก็ไม่เคยเอ่ยปากกับเขา
สามปีที่เป็นสามีภรรยากัน นางถามใจตนเองว่าทำดีถึงที่สุดแล้ว แต่กลับได้รับคำว่า “หึงหวงอิจฉาริษยา” จากเขา
ช่างเถิด ใจของเขามันเอนเอียงมาตลอด
หรงชุนยืนอยู่ข้างกายจี้หานอี เอ่ยเสียงเบาว่า “หลายปีมานี้ระหว่างคุณหนูรองกับท่านอ๋องมีเรื่องเข้าใจผิดมาตลอด หรือจะให้บ่าวไปเรียกท่านอ๋องกลับมา คุณหนูรองอธิบายกับท่านอ๋องสักสองสามคำดีหรือไม่เจ้าคะ”
“คุณหนูผู้น้องนั่นชอบยุแยงตะแคงรั่วอยู่ร่ำไป นานวันเข้า ก็ยิ่งห่างเหินกันมากขึ้นมิใช่หรือ”
จี้หานอียกมือขึ้นปิดปากไอสองครั้ง สายตายังคงจับจ้องที่หนังสือ แล้วส่ายศีรษะ “ไม่จำเป็นแล้ว”
นางเคยอธิบายมาก่อน อธิบายเป็นพันเป็นหมื่นครั้ง เขาไม่เชื่อ จวบจนวันนี้ มันก็เป็นเพียงงานเลี้ยงที่ถูกลมวายุหอบหิมะพัดกระจัดกระจาย ต่อให้อธิบายได้กระจ่าง ก็เป็นเพียงโต๊ะที่รกรุงรัง ไม่อาจฟื้นคืนกลับสู่สภาพเดิมได้อีก
เขาเชื่อหรือไม่ ก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว
นางก็มองเห็นใจตนเองกระจ่างแจ้งเช่นกัน หากตอนอยู่ในหิมะคือช่วงเวลาที่จิตใจของนางดับเยือกต่อเซี่ยอวี้เหิงอย่างสิ้นเชิง ชั่วขณะที่เกิดความรำคาญต่อเซี่ยอวี้เหิงเมื่อครู่ก็ทำให้นางตื่นรู้ขึ้นมาว่า ความรู้สึกชอบพอดั่งสามีภรรยาที่นางมีต่อเซี่ยอวี้เหิงนั้นมลายหายไปหมดแล้ว
เมื่อตื่นขึ้นในยามเช้า เซี่ยอวี้เหิงก็อยู่ในห้อง สวมใส่เครื่องแต่งกายอยู่ก่อนแล้ว
จี้หานอีเหลือบมองเขาคราหนึ่ง แล้วเดินไปที่ชั้นวางเครื่องสำอางอีกด้านหนึ่งเพื่อล้างหน้าแต่งตัว
นี่เป็นภาพที่พบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับคนทั้งสอง เซี่ยอวี้เหิงไม่ค่อยจะนอนในห้องของนาง เขามีราชกิจล้นมือ ทุกสำนวนคดีเขาต้องการให้มั่นใจว่าถูกต้องชอบธรรม ละเอียดถี่ถ้วนไม่ละเลยสิ่งใด
บางครั้งเซี่ยอวี้เหิงกลับมา จี้หานอีก็ไม่ได้พบหน้าเขาเลยสักครั้ง มีเพียงตอนเช้าที่ล้างหน้าแต่งตัวเท่านั้น ทั้งสองจึงจะมีเวลาพบกันชั่วประเดี๋ยว
สิ่งเดียวที่ต่างออกไปคือ วันนี้จี้หานอีไม่ได้ทำเช่นที่เคยปฏิบัติมา คือเดินไปหาเซี่ยอวี้เหิงเพื่อช่วยเขาสวมเสื้อ เตรียมเครื่องหอม และยื่นผ้าร้อนให้
เซี่ยอวี้เหิงจัดการตัวเองเสร็จเรียบร้อยอย่างรวดเร็ว เขาต้องรีบไปเข้าเฝ้าแต่เช้าท่ามกลางลมวายุหอบหิมะ และเป็นฝ่ายออกเดินก่อนเสมอ
แต่วันนี้เขาเดินมาถึงม่านประตู กลับหันมามองจี้หานอีซึ่งกำลังนั่งอยู่หน้ากระจกทองสัมฤทธิ์ ให้สาวใช้หวีผมให้
ในฤดูหนาวฟ้าจะสว่างช้ามาก ตะเกียงในห้องโชนสว่างไสว ทอดเงาสั่นไหวลงบนร่างของจี้หานอี
นางนั่งหลังตรงสง่างาม ผมสีดำขลับดุจน้ำตก คิ้วคางามละเมียดอย่างสตรีเจียงหนาน ต่างหูหยกมรกตคู่หนึ่งแกว่งไกวอยู่บนบ่าสีม่วงอมเทาของนาง สะท้อนประกายแสงเล็กๆ ระยิบระยับ
ทรวดทรงอ่อนหวานงดงาม ท่ามกลางแสงเทียนที่วูบไหว ดูราวกับสายฝนพรำในยามฟ้าสีครามหม่น
ครั้งแรกที่เขาเห็นนาง เขานึกว่านางจะเป็นสตรีผู้ใจกว้างและมีขันติธรรม
ในห้องยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นสมุนไพร จู่ๆ เซี่ยอวี้เหิงก็เอ่ยขึ้นว่า “ข้าได้ยินว่าหิมะตกหนัก รถม้าไม่สามารถไปรับเจ้าได้ทัน เจ้าติดอยู่ในหิมะตลอดทั้งคืน”
จี้หานอีมองเซี่ยอวี้เหิงด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย กำลังจะเอ่ยปาก แต่เสียงไอก็เล็ดลอดออกมาอีกครั้ง
นางยกมือปิดปากไอสองครั้งจึงเงยหน้าขึ้นมองเซี่ยอวี้เหิง น้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อย แต่สีหน้ายังคงสงบนิ่ง “ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเจ้าค่ะ เพียงแต่ต้องรออยู่นานขึ้นอีกหน่อย”
เซี่ยอวี้เหิงได้ยินเสียงไอที่ระงับไว้อย่างชัดเจนนั้นก็มองผ้าเช็ดหน้าปลายนิ้วเรียวขาวของจี้หานอี ซึ่งปักลายดอกไห่ถังสีชมพูราวกับมีชีวิต
เขามองนางอย่างเงียบงัน ใจพลันพลุ่งพล่านด้วยอารมณ์บางอย่างที่ยากจะอธิบาย
แต่ก่อน จี้หานอีมักจะถือสา
หากเป็นเรื่องของหลี่หมิงโหรว นางจะถือสาแม้ในรายละเอียดปลีกย่อย
แต่ครั้งนี้นางดูจะเงียบสงบผิดปกติ เงียบจนไม่แม้แต่จะเอ่ยถึง
เซี่ยอวี้เหิงเม้มริมฝีปาก น้ำเสียงทุ้มต่ำลงเล็กน้อย “เรื่องครานี้ข้าเองก็คิดไม่รอบคอบ เดี๋ยวข้าจะให้พ่อบ้านนำผ้าแพรเสฉวนหนึ่งม้วนมามอบให้เจ้า”
เมื่อจี้หานอีได้ยินคำว่าผ้าแพรเสฉวน นางก็ชะงักไปเล็กน้อย
ที่แท้เซี่ยอวี้เหิงก็ยังจำเรื่องนี้ได้
ปีที่สองหลังจากนางแต่งเข้าจวนตระกูลเซี่ย เซี่ยอวี้เหิงคลี่คลายคดีค้างปีเก่าได้สำเร็จหนึ่งคดี ฮ่องเต้พระราชทานรางวัล หนึ่งในนั้นมีผ้าแพรเสฉวนสองม้วน
วันที่ของรางวัลมาถึง คนทั้งจวนเต็มไปด้วยความยินดีปรีดา นางนั่งอยู่ท่ามกลางผู้คน ก็รู้สึกยินดีกับเซี่ยอวี้เหิงไปด้วย
วันนั้น ผ้าแพรเสฉวนสองม้วน เซี่ยอวี้เหิงมอบให้มารดาของเขาหนึ่งม้วนต่อหน้าผู้คน
คนอื่นคิดว่าอีกม้วนหนึ่งคงจะมอบให้กับนาง แต่เซี่ยอวี้เหิงกลับให้กับหลี่หมิงโหรว
เขาไม่ได้ให้เหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น ไม่แม้แต่จะเหลือบมองนางสักครั้ง
ครั้งนั้น จี้หานอีถามเขาว่าเหตุใด
แต่เซี่ยอวี้เหิงกลับมองนางด้วยแววตานิ่งเฉยแฝงความรำคาญ ประหนึ่งว่านางกำลังอาละวาดไร้เหตุผล และไม่ยอมแม้แต่จะให้คำอธิบายสั้นๆ แก่นางเลย เดินตรงไปยังห้องหนังสือทันที
จี้หานอีอ้าปาก จริงๆ นางอยากจะบอกว่าไม่จำเป็นแล้ว
สิ่งที่นางใส่ใจมาโดยตลอดไม่ใช่ผ้าแพรเสฉวนม้วนนั้น
สิ่งที่นางใส่ใจคือเหตุใดสามีของนาง ไม่เคยใส่ใจในความรู้สึกของนางเลย
หลังจากครั้งนั้น คนรับใช้ในจวนตระกูลเซี่ยก็เคยส่งสายตาดูถูกให้กับนาง
พวกเขายิ่งเข้าใจแล้วว่า นางไม่เป็นที่โปรดปรานของเซี่ยอวี้เหิง
นางไม่ได้ทำสิ่งใดผิดเลย แต่ผู้คนล้วนผันแปรไปตามกระแส
เขาเป็นบุตรชายคนโตของตระกูลเซี่ย คนอื่นล้วนปฏิบัติตามการกระทำและความชอบของเขา
แต่คำว่าไม่จำเป็นของจี้หานอีกี่ยังไม่ทันได้เอ่ย เซี่ยอวี้เหิงก็เปิดม่านเดินออกไปเสียแล้ว
เขาคิดว่านี่คือพระคุณและสิ่งตอบแทนอันใหญ่หลวงของเขา
จี้หานอีมองม่านที่ยังแกว่งไกวอยู่ ถอนหายใจคราหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปที่กระจกทองสัมฤทธิ์ เลือกปิ่นหยกเรียบๆ เรียวยาวปักลงบนมวยผม
สายๆ วันนั้น พ่อบ้านก็รีบนำผ้าแพรเสฉวนม้วนนั้นมามอบให้
พ่อบ้านนำมามอบให้ พลางเอ่ยคำยกยอสองสามประโยคด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “นี่คือสิ่งที่ท่านชายใหญ่กำชับไว้เป็นพิเศษก่อนออกเดินทางเมื่อเช้านี้ มีเพียงคุณหนูรองเพียงผู้เดียวที่ได้รับในเรือนนี้”
ของที่มีเพียงหนึ่งเดียว แท้จริงแล้วคือของที่คนที่ควรได้ก็ได้กันไปหมดแล้ว นางเป็นเพียงคนสุดท้ายเท่านั้น
คนสุดท้าย ก็นับเป็นหนึ่งเดียวที่ไม่เหมือนใครเช่นกัน
จี้หานอีไม่ได้ชายตามองดู นางเลิกใส่ใจผ้าแพรเสฉวนม้วนนี้มานานแล้ว เพียงให้หรงชุนรับไว้และนำไปเก็บในห้องเก็บของ
อย่างไรเสีย ยามนางหย่าขาดจากกัน นางก็จะไม่นำผ้าแพรเสฉวนม้วนนี้ไปด้วย และจะไม่ใช้งานมันอีก
นางพักรักษาตัวในเรือนสักสองสามวัน อาการหวัดก็ทุเลาขึ้นบ้าง อาการไอมีเพียงตอนกลางคืนที่จะไออยู่สักพักหนึ่ง
สองวันนี้เซี่ยอวี้เหิงไม่ได้กลับมา ได้ยินว่าเขามีคดีที่ยุ่งยากอยู่ในมือ จึงพักอยู่ที่ศาลาว่าการตลอดทั้งวัน
จี้หานอีเองก็ไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน เป็นยายแก่รับใช้ข้างกายแม่สามีที่มาแจ้งกับนาง บอกให้นางสองคืนนี้ไม่ต้องรอ
นางเป็นภรรยาของเซี่ยอวี้เหิง แต่ทุกเรื่องราวเกี่ยวกับเซี่ยอวี้เหิงที่นางล่วงรู้ นางจะเป็นเพียงคนสุดท้ายเสมอ
เขาออกไปปฏิบัติราชการนอกเมืองหลวง จดหมายที่ส่งกลับบ้าน ก็ไม่เคยมีถึงนางเลย