ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเสิ่นจัดเสื้อผ้าอาภรณ์ให้เรียบร้อย ก่อนก้าวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า แล้วคุกเข่าลงอย่างสง่างาม ยื่นมือทั้งสองข้างออกไปรับราชโองการ
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ ไม่อ่อนข้อและไม่หยิ่งผยอง
“สตรีผู้มีความผิด...รับราชโองการ”
เสียงร่ำไห้ดังระงมอยู่เบื้องหลัง ปะปนกับเสียงคำรามของลมเหนือ ประหนึ่งขุมนรกบนโลกมนุษย์
สายฟ้าสีม่วงเข้มผ่าลงมาจากฟากฟ้าครั้งแล้วครั้งเล่า ท้องนภาเริ่มโปรยปรายหิมะตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้
หิมะก้อนใหญ่ราวปุยห่านโปรยปรายลงมา ไม่นานก็ย้อมทั่วทั้งจวนให้กลายเป็นสีขาว
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเสิ่นประคองราชโองการไว้ด้วยสองมือ พลันหัวเราะเสียงดังอย่างโศกเศร้า
“ฮ่า ๆ ๆ...ตระกูลเสิ่นของข้าภักดีต่อแผ่นดินมาทุกชั่วคน สละเลือดเนื้อเพื่อแคว้นต้าฉิ่ง ไม่เคยมีสิ่งใดติดค้างแผ่นดิน ชั่วชีวิตของหญิงชราเช่นข้า ส่งสามี บุตร และหลานจากไปทีละคน บัดนี้กลับต้องพบจุดจบเช่นนี้ สวรรค์ช่างไร้ความเป็นธรรม! หญิงชราผู้นี้ละอายต่อบรรพชนตระกูลเสิ่น ย่อมต้องตายเพื่อไถ่โทษ!”
กล่าวจบ นางก็ลุกพรวดขึ้นแล้วพุ่งศีรษะชนเสาหิน
เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นออกจากหน้าผาก ย้อมลานเรือนที่ปกคลุมด้วยหิมะให้กลายเป็นสีแดง
เครื่องประดับมุกทองบนศีรษะร่วงกระจายเต็มพื้น ไข่มุกตงจู๋กลิ้งลงไปในกองเลือด กำไลหยกเขียวแตกออกเป็นหลายท่อน มีเพียงปิ่นหงส์ทองคำประดับขนนกสีเขียวที่ยังคงปักอยู่บนมวยผมสีเงิน
หยดมุกบนปิ่นหงส์ไหวระริก ส่งเสียงกระทบกันแผ่วเบา
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเสิ่นเบิกตากว้าง มองฟ้าสีเทาหม่น สิ้นใจทั้งที่ยังไม่อาจหลับตาลง
“ท่านย่า!”
“ฮูหยินผู้เฒ่า!”
“ฮือ ๆ ๆ...”
ผู้คนที่คุกเข่ากันอยู่เต็มพื้นคิดจะลุกขึ้น กลับถูกทหารถือกระบี่กดลงอย่างหยาบคายจนใบหน้าแนบพื้น เสียงร่ำไห้โศกเศร้าดังระงมไปทั่ว
ขันทีใหญ่มีแววอาทรพาดผ่านดวงตา เขาล้วงผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดออกมาเช็ดคราบเลือดที่กระเด็นเปื้อนมือ แล้วถอนหายใจหนัก ๆ
ฉับพลัน แววตาพลันเย็นเยียบ เขาเอ่ยทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ฆ่าให้สิ้น!”
ลมคลั่งพัดกระหน่ำ หิมะโหมซัดปลิวว่อน
ต้นแปะก๊วยพันปีในลานเรือนส่งเสียง “เปรี้ยง” ก่อนหักสะบั้นลงตรงกลางอย่างไร้ปรานี
ขาดออกเป็นสองท่อน แล้วโค่นครืนลงกับพื้น
เหล่าทหารถือกระบี่กรูกันมาจากทุกทิศ ชักดาบออกอย่างรวดเร็ว ฟันลงบนศีรษะของผู้คนที่คุกเข่าอยู่กลางลาน
ศีรษะแล้วศีรษะเล่าถูกฟันขาด กลิ้งเกลื่อนพื้น
เลือดสีแดงสดย้อมทั่วลานเรือน กลายเป็นธารเลือด
บ่าวรับใช้ สาวใช้ แม่นม คนเฝ้าประตู และคนเลี้ยงม้าต่างหวาดกลัวจนหนีกระเจิดกระเจิง ไม่นานก็ถูกจับได้และสังหารอย่างไร้ปรานี
ตั้งแต่คนชราอายุเจ็ดสิบปีลงไปจนถึงทารกที่ยังอยู่ในผ้าอ้อม ไม่มีผู้ใดรอดพ้น
เปลวไฟลุกโชนพวยพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้า หอบเอาสะเก็ดไฟลอยตามไปด้วย
ศพในจวนกองพะเนินขึ้นเรื่อย ๆ กระจัดกระจายอยู่บนพื้นหิมะ ทำให้หิมะสีขาวละลายและแปรเปลี่ยนเป็นสีแดง
เปลวไฟสูงเสียดฟ้าส่องสว่างไปทั่วจวน ลิ้นไฟแผ่ลามอย่างรวดเร็ว กลืนกินอาคารวิจิตรที่เคยงดงามในพริบตา
ไม่นานทุกอย่างก็จมสู่ความเงียบงันราวกับไร้ชีวิต กระบี่ยาวเปื้อนเลือดสะท้อนประกายเย็นเยียบใต้แสงเพลิง
การเข่นฆ่าที่ลานหน้าแผ่ลามไปถึงเรือนหลังอย่างรวดเร็ว เสียงร้องไห้ของทารกปะปนกับเสียงอื่น ๆ ทำลายความสงบของเรือนหลังจนสิ้น
หญิงงามผู้หนึ่งสวมอาภรณ์หรูหรา สีหน้าตื่นตระหนก นางกอดเด็กน้อยที่ยังอยู่ในผ้าอ้อมไว้แนบอกแน่น
นางหนีไปทางประตูหลังด้วยความลนลาน แต่เมื่อมาถึงซุ้มประตู ทหารกลุ่มหนึ่งที่ถือกระบี่คมกริบก็กรูกันเข้ามา
ดาบฟันลงเพียงครั้งเดียว หญิงผู้นั้นล้มลงกับพื้น ทารกในอ้อมแขนส่งเสียงร้องไห้ปานใจจะขาด
ชั่วพริบตาถัดมา เสียงร้องก็ขาดหายไป
ภายในห้องข้าง เด็กหนุ่มวัยสิบกว่าปีมือซ้ายกำกระบี่หักไว้แน่น ปกป้องมารดาที่อยู่เบื้องหลัง ปล่อยให้เลือดไหลทะลักจากบาดแผลที่ต้นแขนขวา ซึมเปื้อนอาภรณ์หรูหรา
เลือดสีแดงสดสะดุดตาหยดจากด้ามกระบี่ที่หัก แขนที่ขาดสั่นระริกด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส
แต่สีหน้าของเด็กหนุ่มกลับเย็นชา ราวผิวน้ำสงบนิ่ง แฝงความโศกเศร้าสะเทือนใจ
“ท่านแม่ หากไม่ไปตอนนี้ก็จะสายเกินไปแล้ว!”
“ฉือเอ๋อร์ แม่ไปไม่ได้ เจ้ารีบพาหลีเอ๋อร์ไป อย่าได้ห่วงแม่ ไปเถิด แม่ไม่อยากเป็นภาระของเจ้า”
สตรีงดงามร่ำไห้จนแทบขาดใจ ยื่นมือผลักเด็กหนุ่มออกไป
แววสิ้นหวังฉายวาบในดวงตาของเด็กหนุ่ม ก่อนรอยยิ้มขมขื่นจะปรากฏขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย กระบี่สั้นในมือหลุดร่วง กระทบพื้นดัง “เคร้ง”
“ท่านแม่ไม่ไป ข้าก็ไม่ไป ลูกจะอยู่เป็นเพื่อนท่าน”
“ฉือเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าจึงดื้อดึงเช่นนี้ ฮือ ๆ ๆ...”
ภายในลานเรือนด้านหลัง แม่นมอุ้มคุณชายน้อยมุดผ่านรูสุนัข มาถึงเรือนร้างอันเงียบสงัดและลึกลับแห่งหนึ่ง
กลางลานปลูกต้นแปะก๊วยไว้ต้นหนึ่ง ใบร่วงหมดแล้ว เหลือเพียงกิ่งก้านแห้งโกร๋นเต็มต้น
ใต้ต้นไม้มีบ่อน้ำแห้งอายุร้อยปีที่ถูกทิ้งร้างมานาน
ฝาบ่อถูกใบแปะก๊วยที่ร่วงหล่นปกคลุมไว้ หากไม่สังเกตให้ดี ย่อมมองไม่ออกว่าข้างใต้เป็นบ่อลึก
“คุณชายน้อย รีบลงไปตามเชือกบ่อนี่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ห้ามออกมา”
“ข้าไม่ลงบ่อ ท่านแม่อยู่ที่ใด ข้าจะไปหาท่านแม่”
“คุณชายน้อย ลงไปซ่อนตัวก่อน หากช้ากว่านี้จะไม่ทันการแล้ว!”
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หลีเอ๋อร์ก็จะอยู่กับท่านย่า ท่านแม่ พี่ชาย และพี่สะใภ้”
เด็กน้อยวัยสามขวบขมวดคิ้วแน่น น้ำตาคลออยู่ในเบ้าตา แต่กลับดื้อดึงไม่ยอมให้มันไหลลงมา
ทหารถือกระบี่กรูกันเข้ามาจากซุ้มประตูพระจันทร์ ล้อมทั้งสองคนไว้ทุกด้าน
แม่นมรีบอุ้มคุณชายน้อยไว้ในอ้อมแขน แล้วร้องไห้อย่างสิ้นหวัง
ป้ายหน้าจวนแม่ทัพร่วงหล่นลงมาอย่างครืนครั่น กระแทกพื้นแผ่นหินสีเขียว
อักษรสองคำว่า “พิทักษ์แผ่นดิน” ถูกเปลวไฟเผา จากสีทองอร่ามค่อย ๆ หม่นแสง บิดเบี้ยวและมืดหมอง ก่อนมอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน
เปลวไฟสูงเสียดฟ้าส่องสว่างแทบทั่วทั้งเมืองหลวง
เลือดสีแดงสดละลายหิมะสีขาว กลายเป็นธารเลือด
เสียงลมปะปนกับเสียงสังหารและเสียงร่ำไห้ โหมกระหน่ำไม่รู้จบ
เสิ่นชิงเหอลอยคว้างอยู่กลางอากาศราวกับวิญญาณเร่ร่อน
เมื่อเห็นจวนแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินอันโอ่อ่าและเคร่งขรึมตกอยู่ในทะเลเพลิง หัวใจของนางก็ราวกับถูกมือไร้รูปร่างบีบรัดอย่างรุนแรง เจ็บปวดจนแทบหายใจไม่ออก
ทั้งที่ไม่รู้จักผู้คนในภาพเหล่านั้น แต่กลับรู้สึกว่าใบหน้าทุกคนคุ้นเคยราวกับเป็นญาติสนิท
หยาดน้ำตาเม็ดโตไหลลงมาตามแก้ม นางอ้าปากกว้าง อยากร้องเรียกขอความช่วยเหลือเสียงดัง แต่กลับเปล่งเสียงไม่ออกแม้แต่น้อย
ราวกับถูกขังอยู่ในฉากนี้ ไม่ว่านางจะทำอย่างไรก็ไร้กำลังจะช่วยเหลือ
เสิ่นชิงเหอมั่นใจอย่างยิ่งว่าตนกำลังฝัน เพราะฉากในฝันไม่ใช่ยุคสมัยที่นางใช้ชีวิตอยู่ อีกทั้งนางยังไม่รู้จักคนเหล่านั้น
นี่มันความฝันอะไรกัน เหตุใดจึงประหลาดเช่นนี้ ทั้งยังมีความรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ราวกับเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่กลับนึกไม่ออก
ทันใดนั้น แสงสว่างวาบขึ้นในสมอง นี่ไม่ใช่ฉากในนิยายโบราณเรื่องที่นางเคยอ่านก่อนหน้านี้หรอกหรือ
มิน่าเล่าจึงรู้สึกคุ้นเคย
เพียงแต่ในหนังสือไม่ได้บรรยายฉากที่จวนแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินถูกประหารล้างตระกูลไว้อย่างละเอียด ใช้เพียงไม่กี่ถ้อยคำกล่าวผ่านไปเท่านั้น
นางมั่นใจอย่างยิ่งว่านี่คือฉากในหนังสือเล่มนั้น
เหตุใดนางจึงฝันเช่นนี้ได้
ทั้งที่นางเลิกอ่านหนังสือเล่มนั้นไปแล้วแท้ ๆ
หลังจากสงสัยว่าแม่ทัพใหญ่พิทักษ์แผ่นดินถูกองค์ชายรองซึ่งเป็นพระเอกในเรื่องทำร้าย นางก็อ่านต่อไม่ลง โมโหจนคิดถึงเรื่องนี้อยู่หลายวัน
หรือว่านี่จะเป็นอย่างที่เขาว่า กลางวันคิดสิ่งใด กลางคืนก็ฝันถึงสิ่งนั้น
เสิ่นชิงเหอรู้ว่าตนกำลังติดอยู่ในฝันร้าย จมดิ่งอยู่ในห้วงฝันจนไม่อาจตื่นขึ้นมาได้เสียที
นางรวบรวมเรี่ยวแรงทั่วร่างดิ้นรนสุดกำลัง พยายามหลุดพ้นจากพันธนาการของฝันร้าย