“หมายความว่า นายคือมหาเทพเก่าแก่ และตอนนี้จะใช้ร่างของฉันมาปรากฏกายในโลกนี้ แค่ฉันฟังนาย นายก็จะช่วยให้ฉันเป็นเทพ แล้วทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจในโลกนี้งั้นเหรอ?”
ไป๋เฟยเฟยก้มหน้าลง สะกดกลั้นความสั่นสะท้านในจิตวิญญาณ พลางติดต่อกับเสียงที่จู่ ๆ ก็ดังขึ้นในหัวของเธอ
“ก็พอเข้าใจแบบนั้นได้ แต่คำว่ามหาเทพเก่าแก่ เป็นคำแปลให้ฟังดูดีเท่านั้น จริง ๆ แล้วจะเรียกฉันว่ามหาเกรียนผู้ยิ่งใหญ่ (the great old ones) ก็ได้นะ”
เจ้าของเสียงในหัวของไป๋เฟยเฟยมีนามว่าสวีโม่ ตามหลักแล้วตอนนี้เขาควรจะกำลังเล่นเกมอยู่
ในฐานะคนหนุ่มแห่งศตวรรษที่ 22 ตอนนี้ไม่มีใครเล่นเกมแบบดั้งเดิมแล้ว ขอเพียงมีหมวกเชื่อมต่อสมอง ก็สามารถดื่มด่ำประสบการณ์เสมือนจริงราวกับทะลุไปต่างโลกได้
และเกมที่สวีโม่กำลังเล่นอยู่เดิมมีชื่อว่า “กำเนิดใหม่แห่งเก่าแก่” มีฉากหลังเป็นตำนานคธูลู เรื่องราวเกี่ยวกับอำนาจของเทพปีศาจโบราณที่ค่อย ๆ ฟื้นคืน เทคโนโลยียุคอารยธรรมมนุษย์ถดถอยลงเรื่อย ๆ และสุดท้ายเทพปีศาจทำลายล้างโลก
ส่วนไป๋เฟยเฟยคือหนึ่งในตัวละครเริ่มต้นที่ผู้เล่นเลือกได้ และยังเป็นตัวที่อ่อนแอที่สุดด้วย
ที่สวีโม่เลือกเธอ ก็เพราะตัวละครที่อ่อนแอกว่ามักมีเส้นเรื่องเยอะกว่า ปั้นได้หลากหลาย พวกมือโปรเอาไว้ใช้อวดฝีมือ และที่สำคัญที่สุดคือ ตัวละครนี้เล่นฟรี
แน่นอน ยังมีเหตุผลอีกข้อที่ไม่ค่อยสำคัญเท่าไร — ก็คือมันเทียบได้กับการทะลุมิติไปเกิดใหม่แล้ว การเลือกใช้ร่างตัวละครหญิงสวย ๆ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่แปลกใหม่เหมือนกัน
แต่ปัญหาตอนนี้คือ... หลังจากเข้าเกมครั้งนี้ ทำไมปุ่มออกจากเกมถึงหายไป?!
แถมต่อจากนั้น เขากลับควบคุมตัวละครไม่ได้ แต่ตัวละครในเกมกลับขยับได้เอง ราวกับมีจิตสำนึกเป็นของตัวเอง
จิตวิญญาณของเขา เหมือนถูกขังอยู่ในร่างของไป๋เฟยเฟย!
ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นบั๊กเกมหรือเปล่า พอหมวกเกมหมดแบต ก็น่าจะออกจากเกมได้เอง
แต่รอมาสองวันแล้ว เขาถึงกับหลับไปแล้วสองครั้ง หมวกที่ปกติใช้ได้แค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ยังไม่ยอมดับให้ออกจากเกม!
ให้ตายสิ นี่มันอะไรกัน?
นี่ฉันทะลุมิติเข้าไปในเกมแล้วหรือไง?!
ต่อให้ทะลุมิติจริง ก็ไม่น่าจะเป็นแบบนี้นะ ตัวเป็น ๆ ก็ไม่มี จะให้ฉันเป็นเหมือนท่านยาดองหรือไง?
อะไรวะ?!
เขาจึงเริ่มร้อนใจขึ้นมา ตอนนี้ดูเหมือนจะเริ่มควบคุมร่างของตัวละครได้บ้างแล้ว จึงรีบพยายามติดต่อ (ต้ม) ไป๋เฟยเฟยทันที
ตอนนี้ไป๋เฟยเฟยยังทำใจรับความจริงข้อนี้ได้ยากอยู่เลย อยู่ดี ๆ ดีแท้ ๆ กลับถูก “เทพปีศาจ” กัดกร่อนทางจิตวิญญาณ?
ล่มแล้ว งั้นฉันจะตายหรือเปล่า?
โดนยึดร่าง?
กลายเป็นคนบ้า?
ฉันมันดีวิเศษอะไร ถึงได้โดนเทพปีศาจเล็งเข้า!
สะกดกลั้นความหวาดกลัวในใจ ไป๋เฟยเฟยพูดต่อไปว่า:
“แต่เมื่อกี้ที่บอกว่า จะให้ฉันไม่กินเนื้อวัวน่ะ หมายความว่าไง? เนื้อวัวก็อร่อยดีนะ ฉันยังกินไม่ไหวเลย......”
สวีโม่พูดว่า:“......เรื่องนั้นไม่สำคัญ ฉันแค่เล่นมุกขำ ๆ น่ะ”
“แต่ว่า...... ในหนังสือบอกว่า มหาเทพเก่าแก่เป็นความน่าสะพรึงกลัวที่มิอาจเอ่ยนาม แม้เพียงล่วงรู้ชื่อ ก็จะวิกลจริตในพริบตา” ไป๋เฟยเฟยพูด “จะเป็นไปได้ยังไง ฉันยังคุยกับนายได้อีก?”
“เฮ้อ! พูดอย่างนี้ได้ไง แล้วเธอรู้ได้ยังไงว่าตอนนี้เธอไม่ได้บ้าไปแล้ว?” สวีโม่พูด
“ความจริงตอนนี้เธอบ้าไปแล้ว ต่างหากล่ะ”
“ไม่มีเวลาอธิบายแล้ว มีอะไรไว้ค่อยว่ากันทีหลัง ตอนนี้ฉันต้องลงมือจัดการเธอจริง ๆ ละ!”
สวีโม่รู้สึกว่าการควบคุมตัวละครกลับมาแล้ว จึงไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรอีก แย่งชิงการควบคุมร่างไปทันที
ร่างของไป๋เฟยเฟยสะท้านวาบ ตกตะลึงพบว่าตัวเองขยับไม่ได้เสียแล้ว
ต่อจากนั้น เธอก็มองดูร่างของตัวเองลุกขึ้นยืนตรง ๆ เลย!
สวีโม่ควบคุมร่าง หมุนแขนหมุนขาสองสามที แล้วกระโดดขึ้นลงอีก
“อืม ระบบการเคลื่อนไหวยังไม่มีปัญหา ดูเหมือนจะยิ่งเหมือนเป็นร่างของตัวเองมากกว่าแต่ก่อนอีกนะ”
พูดพลาง เขายกมือขึ้นปัดขึ้นไป พริบตานั้นเอง ฉากตรงหน้าที่ค่อนข้างมืดสลัวก็สว่างโร่ขึ้นมาทันใด!
ไป๋เฟยเฟยที่ควบคุมร่างไม่ได้ใจหายวาบสุดขีด เกิดอะไรขึ้น?!
ทำไมโลกทั้งใบตรงหน้าเธอ อยู่ ๆ ก็สว่างขึ้นมาฉับพลัน?
นี่คือ...... อำนาจของมหาเกรียนนั่น!?
“ฟังก์ชันปรับความสว่างยังอยู่นี่นา งั้นก็ไม่ใช่นี่ ยังอยู่ในเกมอีกเหรอ? ปุ่มออกจากเกมของฉันไปไหนแล้ว?!” สวีโม่ครุ่นคิดเท่าไรก็ไม่เข้าใจ
คิดในใจ เขาบีบแขนตัวเองอย่างแรงทีหนึ่ง!
“โอ๊ย — ความเจ็บปวดก็ปรับไม่ได้แล้วด้วย เจ็บใช้ได้เลยนะ นี่ตั้งความสัมพันธ์ความเจ็บปวดไว้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์หรือเปล่าเนี่ย”
เพื่อให้ประสบการณ์ในเกมสมจริง “กำเนิดใหม่แห่งเก่าแก่” จึงสามารถปรับอัตราส่วนความเจ็บปวดที่เชื่อมกับร่างกายได้
แต่ส่วนใหญ่คนจะปรับกันที่หนึ่งถึงสองเปอร์เซ็นต์ แค่พอรู้สึก ห้าสิบเปอร์เซ็นต์นี่มันพิกลเกินไปแล้ว
“อ๊ะ! นายหยิกฉันทำไม?” ในหัวของเธอ เสียงร้องด้วยความตกใจของไป๋เฟยเฟยดังขึ้น
“หา? เธอยังอยู่อีกเหรอ” สวีโม่ได้ยินเสียงนี้ ก็ชะงักไปทันที
ก่อนหน้านี้ตอนเขาเล่นเกม เลือกไป๋เฟยเฟย ก็เป็นแค่โมเดลรับความรู้สึกตัวหนึ่งเท่านั้น กับที่ตัวละครในเกมมีความคิดเป็นของตัวเองแบบนี้ เขายังไม่ค่อยชินเลย
ไป๋เฟยเฟย: ?
อะไรคือฉันยังอยู่อีก นี่มันร่างของฉันนะ!
เรื่องที่เกิดขึ้นตอนนี้ประหลาดเกินไป ทำให้เธอเริ่มสงสัยจริง ๆ ว่า ตัวเองบ้าไปแล้วหรือเปล่า
สวีโม่ตบที่หน้าอกของเธอ ปลอบว่า:
“ไม่เป็นไร เธอไม่ต้องสนใจ ฉันมันมหาเกรียน รู้เนื้อเรื่องดีจะตาย เธออยากเป็นนักชำระล้างไม่ใช่เหรอ ดูนะ เดี๋ยวฉันจัดการให้เธอเอง”
“นี่! นายตบไหนน่ะ?”
“อ๋อ? โอ้ หมายถึงนี่เอง เฮ้อ เราเป็นพวกเดียวกันน่า” สวีโม่พูดอย่างไม่ใส่ใจ
ในเกมนี้ เขาควบคุมร่างนี้มา เล่นจบมาแล้วหลายตอนจบ ทุกคนล้วนรู้จักกันดี
“แทนที่จะ...... นายนั่งลงก่อนได้ไหม! ทุกคนกำลังมองนาย... ไม่ใช่ มองฉันอยู่นะ!” ในหัว เสียงของไป๋เฟยเฟยเริ่มจะใกล้แตกตื่นเต็มที
อันที่จริง ที่ที่ร่างเธออยู่ตอนนี้ ไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัว แต่เป็นหอประชุมใหญ่ มีคนนั่งเต็มไปหมด
วันนี้เป็นวันที่เมืองอรุโณทัยเปิดรับสมัครนักชำระล้างสาธารณะ ขอเพียงผ่านการทดสอบพื้นฐาน ก็จะมีโอกาสเป็นนักชำระล้างอย่างเป็นทางการ
นักชำระล้าง เป็นองค์กรที่ต่อต้านสิ่งผิดปกติและมลทินกลายพันธุ์ ภายใต้ฉากหลังของเกมนี้ ภายในนั้นมีนักรบผู้ทรงพลังและมีความสามารถพิเศษ
สำหรับคนเมืองนอก นี่คือหนทางที่อันตรายที่สุด แต่ก็เป็นไปได้มากที่สุดในการเข้าไปในเมืองชั้นใน
ตอนนี้ทั้งหอประชุมเงียบสงัดจนได้ยินเสียงเข็มตก ทุกคนพากันหันกลับมามองเด็กสาวที่จู่ ๆ ก็ดูเหมือนมีอาการเสียสติคนนี้อย่างเงียบ ๆ
มองสายตาเหล่านี้ ไป๋เฟยเฟยรู้สึกอึดอัดอย่างยิ่ง แต่สวีโม่ไม่คิดอย่างนั้น ก็แค่เอ็นพีซีในเกมทั้งหลาย จะมองก็มองไปสิ ในฐานะผู้เล่นก็ควรเป็นศูนย์กลางของโลกอยู่แล้ว!
ปัญหาสำคัญตอนนี้ก็คือ เขาไม่รู้ว่าตัวเองทะลุมิติมาจริงหรือเปล่า และก็ไม่รู้ว่าจะควบคุมร่างของไป๋เฟยเฟยได้นานแค่ไหน
ดังนั้นเขาจึงต้องทำให้เกมนี้เดินเข้าสู่เส้นเรื่องที่ถูกต้อง ไปสู่เส้นเรื่องที่เขาคุ้นเคยให้เร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นเรื่องราวต่อจากนี้จะควบคุมได้ยาก
“เฮ้อ เปลืองเวลาไม่ได้แล้ว รอบนี้ดูท่าทางต้องเล่นแบบสปีดรัน โชคดีที่ฉันมันมหาเกรียน......”
สวีโม่คิดในใจ บนเวทีรายงานด้านหน้าสุดของหอประชุม ชายวัยกลางคนหัวตาหยักแหลมคนหนึ่งเอ่ยปากกับเขาว่า:
“เธอเป็นคนเมืองนอกใช่ไหม? จู่ ๆ ก็ลุกขึ้นมา มีอะไรหรือเปล่า?”
สวีโม่เหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ไม่ได้พูดอะไร เขาคุ้นเคยกับคนนี้ดี อีกฝ่ายคือผู้คุมสอบหลักของ “การออดิชั่น” นักชำระล้างเมืองอรุโณทัยครั้งนี้ นามว่าเฉียวจิน
เบื้องหลังของเขา มี “ประตูมิติ” สีดำสนิทอยู่เก้าบาน นั่นคือเนื้อหาของการทดสอบครั้งนี้
ภายในแต่ละบานล้วนขังมลทินกลายพันธุ์ไว้ตัวหนึ่ง ขอเพียงเข้าไปจัดการได้ ก็จะมีคุณสมบัติเบื้องต้นในการเป็นนักชำระล้าง
ในเมื่อเขารู้เรื่องพวกนี้หมดแล้ว ตอนนี้เวลาน้อยภารกิจหนัก ก็จะไม่พูดมากให้เสียเวลา ข้ามเนื้อเรื่องทั้งหมด เริ่มบวกเลย!
สวีโม่จึงก้าวเท้าออกไป ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของทุกคน เชิดอกเชิดหน้าผงาดเดินไปด้านหน้า
ไป๋เฟยเฟย: ?
เฉียวจิน: ?
“นายกำลังทำอะไรน่ะ! นั่นมันพวกชนชั้นสูงจากเมืองชั้นในนะ ถ้าให้เขาพบว่านายมีตัวตน พวกเราถูกจับไปจัดการในฐานะสิ่งผิดปกติกันหมดแน่”
ไป๋เฟยเฟยพูดอย่างหมดแรงในหัว ตอนนี้เธอควบคุมร่างของตัวเองไม่ได้ ทำได้เพียงแค่มองตาปริบ ๆ ดูสวีโม่ทำตามอำเภอใจ
สวีโม่ก็ไม่พูดอะไร ดูท่าไป๋เฟยเฟยจะยังไม่เชื่อในพลังของมหาเกรียนอย่างเขา ไม่เป็นไร เดี๋ยวเธอก็รู้เอง
เคร้ง!
เขาเดินขึ้นไปบนเวทีรายงานตรง ๆ ชักดาบยาวเหล็กน้ำค้างออกมาจากแท่นอาวุธเล่มหนึ่ง
เฉียวจินที่อยู่ข้าง ๆ มองรูปโฉมสะสวยของไป๋เฟยเฟย ก็พลันยิ้มแสยะด้วยแววตาลามกสองสามส่วน แล้วเดินเข้ามาใกล้
“หึหึ สาวสวยท่านนี้ใจร้อนจริงนะ อยากจะลงมือตรง......”
วินาทีถัดมา เสียงของเขาก็หยุดชะงักกึก
ฉัวะ!
ไป๋เฟยเฟย (สวีโม่) กำดาบยาวสะบัดแขนฟาดออกดุจสายฟ้าแลบ คมดาบอันแหลมคมก็ปาดเข้าที่คอของเฉียวจินโดยตรง
ไป๋เฟยเฟย: ?!
“เอาของออกมา” สวีโม่มองเฉียวจินด้วยแววตาเย็นชาแล้วกล่าว “ฉันรีบ เพราะงั้นอย่าให้ฉันต้องย้ำอีกรอบดีกว่า”