ยามดึก อากาศหนาวเย็นยิ่งขึ้น
ลมพัดลอดรูโหว่บนกระดาษหน้าต่างเข้ามา ส่งเสียงหวิวหวิว ราวกับมีคนกำลังร่ำไห้อยู่ด้านนอก
อุณหภูมิในห้องลดลงอย่างรวดเร็ว ตะเกียงน้ำมันดับไปนานแล้ว เหลือเพียงแสงจันทร์ราง ๆ ที่ส่องลอดหน้าต่างเข้ามา ตกกระทบขอบเตียงเตาดินจนขาวซีด
เหยาชิงอู๋หลับสนิท
ร่างกายนี้อ่อนล้าจนถึงขีดสุด พอศีรษะถึงหมอนก็หลับเป็นตาย ไม่รับรู้สิ่งใดทั้งสิ้น
ทว่าร่างกายกลับตอบสนองไปตามสัญชาตญาณ
เมื่อหนาว ก็ขยับไปหาที่อุ่น
ร่างของฉีจ้านอบอุ่น
เขานอนอยู่ด้านนอก หันหลังให้นาง ร่างกายแข็งทื่อประหนึ่งก้อนหิน
แต่ถึงเป็นก้อนหินก็ยังมีไออุ่น อบอุ่นกว่าใต้ผ้าห่มที่เย็นเฉียบมากนัก
เหยาชิงอู๋ขยับเข้าไปหาเขา แขนพาดเอว ใบหน้าแนบแผ่นหลัง ขาทั้งสองข้างเกี่ยวเข้ามา ร่างทั้งร่างเกาะเขาราวกับหมีโคอาลา
ร่างฉีจ้านเกร็งขึ้นในทันใด
เดิมทีเขาก็ยังไม่หลับ
หลังถูกนางจุมพิตเข้าไปครั้งนั้น ในหัวของเขาก็ยุ่งเหยิงไปหมด หัวใจเต้นแรง พลิกตัวไปมาจนไม่อาจข่มตาหลับ
กว่าจะเริ่มง่วงขึ้นมาได้บ้าง นางกลับแนบเข้ามาอีก
ใบหน้าของนางแนบอยู่บนแผ่นหลัง ลมหายใจร้อนชื้นพ่นรดเสื้อชั้นในของเขา
แขนของนางโอบเอว มือวางอยู่บนท้องเขา ปลายนิ้วเย็นเล็กน้อย
ขาของนางเกี่ยวขาเขาไว้ หัวเข่าดันเข้ากับข้อพับเข่า
ทั้งร่างแนบสนิทกับแผ่นหลังเขาอย่างไร้ช่องว่าง
ฉีจ้านไม่กล้าขยับ
เขากลัวว่าหากขยับ นางจะตื่น
ทั้งยังกลัวว่าหากขยับ ตนจะทำเรื่องที่ไม่ควรทำลงไป
เขาเป็นบุรุษปกติ
อายุยี่สิบห้าปี เลือดลมกำลังพลุ่งพล่าน ทั้งยังกอดสตรีสาวไว้ในอ้อมแขน นางยังเป็นภรรยาที่เขาแต่งเข้าบ้านอย่างถูกต้อง หากกล่าวว่าไม่หวั่นไหวย่อมเป็นเรื่องโกหก
แต่เขาทำไม่ได้
ท่านเหยาฝากฝังบุตรสาวไว้กับเขา มิใช่เพื่อให้เขาฉวยโอกาสยามนางอ่อนแอ
วันนี้นางเหนื่อยล้ามาก คงหลับจนเลอะเลือนและเข้าใจว่าเขาเป็นสิ่งใดสักอย่าง เขาจะฉวยโอกาสทำเรื่องใดในยามนี้ไม่ได้
