เฉินอวี้หลานครุ่นคิด
หรือว่า...จะซื้อรถเข็นขายอาหารอีกคันดี?
แถวนี้มีเมืองมหาวิทยาลัยอยู่พอดี คนหนุ่มสาวเยอะ ถ้าไปตั้งแผงขายของแถวนั้น ธุรกิจต้องดีแน่
แต่ไม่ว่าจะซื้อรถเข็นหรือซื้อวัตถุดิบ ก็ต้องใช้เงินทั้งนั้น
ตอนนี้สิ่งที่เธอขาดที่สุดก็คือเงิน
เฉินอวี้หลานกินข้าวไปพลาง ครุ่นคิดอย่างหนักไปพลาง จนกินปูหมดไปแล้วก็ยังคิดหาวิธีที่สมบูรณ์แบบไม่ได้
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอหาเงินด้วยสองมือของตัวเองมาตลอด ไม่เคยยืมเงินใคร เรื่องจะเอ่ยปากขอยืมนั้น เธอไม่รู้จริง ๆ ว่าควรเริ่มอย่างไร
ที่สำคัญคือไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนเหล่านั้นมาหลายปีแล้ว พอเปิดปากก็ขอยืมเงิน เกรงว่าความผูกพันที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดจะถูกใช้จนหมด
ไม่ได้ ต้องคิดหาวิธีอื่นอีก
“ซี๊ด...”
ไม่รู้ว่ามีอะไรทิ่มกระดูกสะโพกจนเจ็บ เธอเผลอยื่นมือไปคลำ แล้วกลับสัมผัสได้ถึงของแข็งก้อนหนึ่งในกระเป๋า
หยิบออกมาดูก็เห็นว่าเป็นโทรศัพท์แบรนด์ดังที่เธอยึดมาจากเจิ้งหมิงฮ่าวก่อนหน้านี้
แววตาของเฉินอวี้หลานวูบไหว
มีโทรศัพท์ไว้ใช้แค่เครื่องเดียวก็พอแล้ว
ส่วนเครื่องนี้...
ขายทิ้ง!
ปกติเวลาเล่นโทรศัพท์ เธอมักได้ยินโฆษณาออนไลน์ว่ามีบริการรับซื้อของถึงบ้าน แค่เข้ามาตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีปัญหา เงินก็โอนเข้าบัญชีได้ทันที
ความคิดนี้เพิ่งผุดขึ้นมาในหัว ก็ยิ่งคิดยิ่งหยุดไม่ได้
เธอรีบล้างจานชามบนโต๊ะอาหารให้เรียบร้อย จากนั้นก็ไปหาถุงผ้าใบใหญ่ในห้องเก็บของ แล้วรวบรวมแล็ปท็อป แท็บเล็ต รองเท้าแบรนด์เนม และนาฬิกาแบรนด์เนมที่เจิ้งหมิงฮ่าวทิ้งไว้ในบ้านออกมาจนหมด
เสื้อผ้า เข็มขัด รองเท้า นาฬิกา และกระเป๋าหนังของเจิ้งซือหยวน เธอก็เก็บใส่ถุงไปด้วย
