หลิ่วซื่อเยว่ซาบซึ้งในความห่วงใยของผู้ใหญ่บ้านและภรรยายิ่งนัก นางยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าถูกหย่าโดยสมัครใจแล้ว ชื่อเสียงก็ย่ำแย่อยู่แต่เดิม หากต้องทนให้พวกเขารังแกข้าเปล่า ๆ เพื่อรักษาชื่อเสียงนั้น ในยามที่ข้าต้องการพวกเขา พวกนั้นกลับไม่ยินดียินร้าย ครั้นรู้ว่าข้ามีเงินก็มารับข้ากลับบ้าน เจตนาเช่นนี้ใครบ้างจะไม่รู้
ยังทำเป็นพ่อเป็นแม่อีก มีพ่อแม่ที่ไหนด่าลูกตัวเองเช่นนั้น มีพ่อแม่เช่นนั้นข้ารู้สึกละอายใจยิ่ง ในเมื่อพูดจากันด้วยเหตุผลไม่ได้ ก็ใช้กำลังเข้าจัดการ ข้าไม่เหลืออะไรจะต้องกลัวแล้ว คนเท้าเปล่าย่อมไม่กลัวคนสวมรองเท้า พวกเขามากี่ครั้งข้าก็จะตีทุกครั้ง ตีจนกว่าพวกเขาจะไม่กล้ามา
พวกนั้นยังจะไปฟ้องร้องข้าอีก ให้พวกเขาไปฟ้องตามสบาย ข้าอยากรู้ว่านักว่าพวกเขามีความกล้าหาญหรือไม่ ท่านผู้ใหญ่บ้าน วันนี้ข้าตีพวกเขา พวกเขาอาจกลับไปฟ้องท่าน สร้างความลำบากให้ท่านก็เป็นได้”
“ไม่เป็นไร ครอบครัวนั้นนิสัยเช่นไร ชาวบ้านล้วนรู้ดี เจ้าอย่าได้กังวล หากพวกเขามาหาเราจริง ข้าจะจัดการเอง”
ผู้ใหญ่บ้านหลิ่วและภรรยาออกไปแล้ว หลิ่วซื่อเยว่จึงรีบให้หลิ่วหยูอวิ๋นพานางไปเอากระบุงคืนมา นางเกรงว่าหากผู้อื่นไปหยิบจะเผยความลับ
หลิ่วหยูอวิ๋นหยิบของในกระบุงออกมา เป็นดังที่หลิ่วซื่อเยว่คาดไว้จริง ๆ ซื้อเพียงหมู 5 ชั่งกับข้าวสาร 10 ชั่ง ผักอย่างอื่นหาได้ซื้อไม่
หลิ่วซื่อเยว่หยิบของในกระบุงออกมาทีละอย่าง ทุกคนพากันตื่นตะลึง น้ำตาลแดง 5 ชั่ง ขนม 5 ชั่ง สุราไห 1 ชั่ง 4 ไห สุราไห 2 ชั่ง 1 ไห ปลา 2 ตัว ไก่ 2 ตัว และยังมีน้ำตาลอีกห่อหนึ่ง
