บทที่ 2 หนังสือหย่า
หลิ่วซื่อเยว่อุ้มลูกกลับมาจากให้นมข้างนอก เด็กน้อยหลับเงียบอยู่ในอ้อมแขนนาง ทันทีที่ก้าวเข้าประตูบ้านสกุลลู่ ก็เห็นคนในบ้านลู่ล้วนยืนอยู่ที่ลานบ้าน นางไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอันใด จึงฝืนยิ้มถามว่า “ท่านแม่ ท่านสามี เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ”
หลิวผอจื่อเอ่ยว่า “หลิ่วซื่อ วันนี้ข้าจะพูดให้ชัดเจน เหตุใดเจ้าถึงมายังบ้านเราสกุลลู่ได้ เจ้าคงรู้ดีแก่ใจ พวกเราใช้เงินหกตำลึงซื้อเจ้ามา แม้ตอนนั้นจะไม่ได้เซ็นสัญญาขายตัว แต่ก็มีพยานรู้เห็นอยู่ เจ้าคงยังจำได้
เงินหกตำลึง ลูกชายข้า โจวเอ๋อร์ จะแต่งภรรยาเช่นไรไม่ได้ โจวเอ๋อร์เป็นบัณฑิต ต้องการเกียรติยศหน้าตา เมื่อเห็นแก่ที่เจ้าดูแลโจวเอ๋อร์มาครั้งหนึ่ง บ้านเรายังเลี้ยงดูเจ้าจนเติบใหญ่ เจ้าก็ไม่เสียเปรียบ
โจวเอ๋อร์ตั้งแต่ต้นจนจบปฏิบัติต่อเจ้าเสมือนบ่าวรับใช้ในเรือน ไม่เคยถือว่าเจ้าเป็นภรรยาที่สู่ขอตามประเพณี
เขาไม่มีใจให้เจ้า การแต่งงานและเข้าหอกับเจ้าก็เป็นเรื่องที่จำใจ ตั้งใจไว้ว่ารอให้เข้าหอครบสามเดือนก็จะให้เจ้าไป ผู้ใดจะรู้ว่าโจวเอ๋อร์เก่งกาจถึงเพียง ครั้งเดียวก็ทำให้เจ้าตั้งครรภ์
บัดนี้เจ้าคลอดแล้ว สกุลลู่จะมอบหนังสือหย่าให้ฉบับหนึ่ง เจ้าจงกลับไปบ้านเดิมเสีย เด็กก็พาไปด้วย เงินหกตำลึงที่เคยใช้ซื้อเจ้ามา พวกเราก็ไม่เอาคืน ถือเป็นค่าชดเชยให้แก่เจ้า
บ้านเดิมของเจ้าเลี้ยงดูเจ้าเพียงแปดขวบ ก็ได้เงินหกตำลึง เจ้ากลับไปตอนนี้ กำลังอยู่ในวัยแต่งงานพอดี ยังกล่าวได้ว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะหาคู่ครอง ไม่ต้องเสียเวลาอยู่ที่นี่
บ้านเราสกุลลู่ทำมาถึงเพียงนี้ก็ถือว่าสมควรแล้ว”
หลิ่วซื่อเยว่ฟังคำของหลิวผอจื่อจบ ดุจถูกอสนีบาตฟาด นิ่งค้างจ้องมองสวามีของตน ลู่หยุนโจว “ท่านสามี ท่านไม่ต้องการข้าและลูกแล้วหรือ”
“หลิ่วซื่อ แม่ข้าพูดชัดเจนแล้ว ครั้งนั้นบ้านเราซื้อเจ้ามาก็ด้วยความจำใจ ข้าแต่งงานและเข้าหอกับเจ้าก็เพราะความจำใจ ข้าไม่มีใจให้แก่เจ้า ข้าเห็นเจ้าเป็นเพียงบ่าวรับใช้มาตลอด เด็กคนนั้นเป็นอุบัติเหตุ ข้าไม่ต้องการ เจ้าพาไปเสีย”
หลิ่วซื่อเยว่รู้สึกราวฟ้าจะถล่มทลาย สวามีนางไม่ต้องการนางและลูกแล้ว นางจะทำเช่นไรดี น้ำตาไหลรินอาบแก้มอย่างห้ามไม่อยู่
นางรู้มาตลอดว่า ลู่หยุนโจวไม่ชอบนาง แต่นางก็ถูกซื้อมาเป็นสะใภ้เลี้ยงดูเพื่อเขา นางถือว่าลู่หยุนโจวคือสวามีในอนาคตของนางเสมอมา ถึงตอนนี้เขากลับบอกว่าไม่ต้องการนางแล้ว ฮือๆ ~
ลู่หยุนโจวก้าวเดินมายังตรงหน้าหลิ่วซื่อเยว่ ยัดหนังสือหย่าใส่อ้อมอกนาง “คืนนี้เจ้าพักอยู่ที่บ้านเถิด พรุ่งนี้พาเด็กออกไป”
หลิ่วซื่อเยว่คว้าชายเสื้อเขาไว้ อุ้มเด็กน้อยคุกเข่าลง น้ำตานองหน้า “ท่านสามี ได้โปรดเถิด อย่าไล่ข้าไปเลย ข้ากับลูกสาวจะไม่ขัดขวางหนทางข้างหน้าของท่านเป็นอันขาด
ข้ารู้ว่าท่านไม่ชอบข้า ข้าสาบานได้ ข้าจะไม่ก้าวก่ายการรับอนุของท่านเป็นอันขาด ท่านอยากรับสักกี่คนก็รับ แม้กระทั่งตำแหน่งภรรยาเอกข้าก็ยอมยกให้ เพียงแต่วิงวอนขอให้ท่านสามีให้ที่พักพิงแก่ข้าและลูกด้วยเถิด หากออกไปจากที่นี่ พวกเราจะมีทางรอดที่ไหน
ท่านสามี ได้โปรดสงสารเด็กน้อยด้วยเถิด นางเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของท่านแท้ๆ ยังเล็กเพียงนี้ นางต้องการบิดา”
ลู่หยุนโจวเอ่ยด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยวว่า “หลิ่วซื่อ เจ้าฟังคำข้าไม่รู้เรื่องหรือ เช่นนั้นข้าจะพูดอีกครั้ง เจ้าถูกหย่าแล้ว ที่ให้อยู่บ้านอีกหนึ่งคืน ก็เป็นการอดทนที่สุดของข้าแล้ว เห็นแก่หน้าเด็ก ข้าจะให้แม่หยิบเงินหนึ่งตำลึงแก่เจ้า ไม่ถึงกับปล่อยให้เจ้าอดตาย”
ลู่หยุนโจวสะบัดแรงแขนทั้งสองคนล้มลงบนพื้น เดินจากไปโดยไม่หันกลับมา ได้ยินเพียงเสียงประตูห้องหนังสือ “ครืด” ปิดลง
“ลู่หยุนโจว เจ้าช่างใจร้ายนัก ข้ามีความผิดอันใด เจ้าจึงหย่าข้า ด้วยเหตุใดกัน
ตั้งแต่ข้ามาถึงบ้านสกุลลู่ของพวกเจ้า คอยปรนนิบัติดูแลเจ้าอย่างไม่บกพร่อง งานบ้านงานไร่ สิ่งไหนบ้างที่ข้าทำน้อยไป ไยพวกเจ้าต้องทำกับข้าถึงเพียงนี้!” เสียงตะโกนร่ำไห้หมดเรี่ยวแรงของหลิ่วซื่อเยว่ ดึงดูดชาวบ้านไม่น้อยมาล้อมดูอยู่หน้าประตูรั้วบ้านลู่
หลิวผอจื่อให้บุตรชายคนโตไปปิดประตูลานเสีย “หลิ่วซื่อ อย่าให้เรื่องบานปลายน่าเกลียดไปเลย บ้านเราไม่ขายเจ้าไปก็ถือว่ากรุณาแล้ว หากเจ้ายังหาเรื่องวุ่นวายเช่นนี้ ก็อย่าหาว่าข้าใจร้าย จะขายเจ้าให้แก่นายหน้าค้ามนุษย์ และส่งลูกสาวเจ้าให้ผู้อื่น
ด้วยสภาพที่ลูกสาวเจ้าเป็นเช่นนี้ หากต้องพรากจากเจ้าไป จะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เจ้าจงคิดให้ดีๆ
แม้เจ้าไม่คิดเพื่อตนเอง ก็ควรคิดเพื่อลูกของเจ้าด้วย นางคือก้อนเนื้อที่หลุดออกจากร่างเจ้า เจ้ากลับเรือนไปก่อนเถิด ข้าจะให้พี่สะใภ้ใหญ่นำเงินไปให้
คนบ้านเราสกุลลู่จิตใจดี เรื่องเช่นนี้หากเป็นคนทั่วไป ไม่ต้องการเจ้าก็คงเอาเจ้าไปแลกเงินนานแล้ว เจ้าจงรู้จักพอเสียเถิด!”
ผู้คนบ้านลู่ต่างพากันกลับเข้าห้องของตน เหลือเพียงนางผู้เดียวยังนั่งอยู่บนพื้น นางควรทำเช่นไรดี หากละจากบ้านลู่ ครอบครัวเดิมจะยอมรับสองแม่ลูกนี้หรือไม่ น้ำตาเอ่อล้นราวสายไข่มุกขาด นางหวั่นไหวไร้เรี่ยวแรงดิ้นรน
หลิ่วซื่อเยว่มองหนังสือหย่าในมือ ก้าวขาอันหนักอึ้งทีละก้าวเดินไปยังห้องของตน วางเด็กน้อยลงบนเตียง ตัวนางทั้งร่างพาดลงบนเตียงสะอื้นไห้ฮือๆ น้ำตาชุ่มแผ่นเตียงเป็นบริเวณกว้าง
ดวงตานางว่างเปล่าไร้ประกาย ทั้งร่างเหมือนหุ่นไม้ปั้นดิน ลูกน้อยร้องไห้นางก็ไม่ได้ยิน
นางนึกถึงเรื่องในอดีต ปรากฏขึ้นตรงหน้าชัดเจนฉากแล้วฉากเล่า เมื่อแปดขวบถูกขายมายังบ้านสกุลลู่ ภาพของวันที่ต้องละจากบ้าน นางจำได้แม่นยำทุกรายละเอียด คำพูดที่พ่อแม่พูดกับนางยังดังก้องในหู ณ บัดนั้น: วันนี้ก้าวออกจากประตูสกุลหลิ่ว นับแต่นี้ไม่ใช่คนสกุลหลิ่วอีกต่อไป
ตั้งแต่วินาทีนั้น นางก็รู้ว่าที่นั่นไม่ใช่บ้านของนางอีกแล้ว นึกถึงเมื่อครั้งยังเล็กอยู่ที่สกุลหลิ่ว สามพี่น้องของนางกับลูกสาวของบ้านอาสองและอาสาม ล้วนถูกปู่ย่ารังเกียจ ด่าทอว่าพวกเอ็งเป็นตัวดูดทรัพย์ มีแต่ผลาญข้าวของในบ้าน ข้าวที่พวกเอ็งกิน สู้เอาไปให้ไก่สักสองสามตัวเสียยังดีกว่า ออกไข่ก็ยังขายได้ เลี้ยงหมูสองตัวให้อ้วนก็ยังขายได้สองตำลึง
เด็กสาวพวกนางในบ้านมีงานทำไม่รู้จบ ถูกกดขี่ไม่สิ้นสุด ผิดใจเพียงเล็กน้อยก็ไม่ให้ข้าวกิน อดข้าวเป็นเรื่องปกติ
ปู่ย่ารังเกียจก็แล้วไปเถิด แต่แม้กระทั่งพ่อแม่แท้ๆ ก็ยังรังเกียจสามพี่น้อง ในขณะที่อาสะใภ้รองและอาสะใภ้สามทะนุถนอมบุตรสาวของตน พวกนางใช้ชีวิตดีกว่าสามพี่น้องของนางมากนัก
ตอนที่สกุลลู่มาซื้อคนที่สกุลหลิ่ว พ่อแม่ได้ยินจำนวนเงินก็ตอบตกลงโดยไม่ต้องคิด
นางมาถึงสกุลลู่ จากนั้นก็ไม่เคยกลับสกุลหลิ่วอีกเลย คนในครอบครัวก็ไม่เคยมาเยี่ยมนาง มีเพียงพี่สาวใหญ่ของนางกับลูกสาวบ้านอาสองอีกสองคนที่แอบมาหา หลังจากนั้นก็ไม่เคยมาอีก อาจเป็นเพราะพวกนางถูกคนในบ้านจับได้ ถูกทำโทษจึงไม่กล้ามาอีก
หมู่บ้านที่สกุลลู่ตั้งอยู่ชื่อว่าอ่าวไป๋หนี่ ห่างจากหมู่บ้านสกุลหลิ่วไม่ไกลนัก เดินเพียงสองเค่อก็ถึง ระหว่างสองหมู่บ้านมีผู้คนไปมาหาสู่กันบ่อยครั้ง มักเล่าขานเรื่องซุบซิบของแต่ละหมู่บ้าน
หลิ่วซื่อเยว่จึงได้รู้ว่า พี่สาวใหญ่แต่งเข้าไปในภูเขา ตอนนั้นนางยังไม่ทันปักปิ่น นางเป็นห่วงพี่สาวใหญ่มาก
บ้านอาสองมีแต่ลูกสาวติดๆ กัน ปู่ย่าบอกว่าพวกเขาไม่อาจสืบธูปเทียนให้สกุลหลิ่ว จึงแยกครอบครัวพวกเขาออกไปต่างหาก
เพราะอาสองเป็นบุรุษเพียงคนเดียว ปู่ย่าแบ่งที่นาให้พวกเขาเพียงไร่เดียว กลัวครอบครัวพวกเขาจะกลับมาเกาะกิน จึงทำหนังสือตัดญาติกับครอบครัวอาสองด้วย
ตั้งแต่นั้นมา นางก็ไม่เคยสนใจเรื่องของสกุลหลิ่วอีกเลย เพื่ออาหารเพียงคำ เพื่อประจบเอาใจลู่หยุนโจว พยายามทำทุกสิ่งอย่างเต็มกำลัง
หลิ่วซื่อเยว่จำได้ว่าตอนเพิ่งมาถึงสกุลลู่ หลิวผอจื่อก็สั่งสอนตำหนินางยกใหญ่ จนนางหวาดกลัวตัวสั่น หลิวผอจื่อเห็นนางเป็นเช่นนั้นก็พอใจมาก จากนั้นก็ชี้ไปที่ชายผู้หนึ่งบนเตียงแล้วบอกนางว่า “ซื่อเยว่เอ๋ย เจ้าเป็นสะใภ้ที่บ้านเราสกุลลู่ซื้อมาเลี้ยงดู นี่คือสามีของเจ้า ลู่หยุนโจว ร่างกายเขาไม่ดี เจ้าต้องดูแลเขาให้ดี”
หลิ่วซื่อเยว่มองเห็นชายหนุ่มบนเตียงไอไม่หยุด ก็รีบรินน้ำมาค่อยๆ ป้อนให้เขาทีละนิด หลิวผอจื่อพอใจเป็นอย่างยิ่ง จึงหันไปพูดกับลู่หยุนโจวว่า “โจวเอ๋อร์ ต่อไปให้ซื่อเยว่คอยปรนนิบัตินายเถิด”