มารดาสกุลเลี่ยงขึ้นเสียงสูงลั่น เมื่อความโกรธพลุ่งพล่านก็ไม่คิดปิดบังอีกต่อไป นางฉีกทึ้งคำพร่ำบ่นที่ซ่อนอยู่ในใจออกมาจนหมดสิ้น แต่ละถ้อยคำหนักแน่นกังวาน
“ปีนั้นท่านตาของเจ้าเพื่ออนาคตของตระกูล บังคับพรากข้ากับชายที่ข้ารัก ข้าจำต้องแต่งให้บิดาของเจ้า เจ้ารู้หรือไม่ว่าหัวใจข้าเจ็บปวดเพียงใด”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าการต้องเผชิญหน้ากับคนที่ไม่รักนั้นทรมานเพียงใด เจ้ารู้หรือไม่ว่าการต้องนอนร่วมเตียงกับคนที่ชิงชังนั้นน่ารังเกียจเพียงใด”
ความคับแค้นและน้อยเนื้อต่ำใจที่สั่งสมมาหลายปีทะลักพรั่งพรูออกมา มารดาสกุลเลี่ยงกัดฟันกรอดด้วยความเกลียดชัง
“เพื่อวงศ์ตระกูล ข้าสละชายที่รักแล้วแต่งให้คนที่ชิงชัง ทุกวันคืนในสกุลเลี่ยงทำให้ข้ารังเกียจตัวเองเหลือเกิน มีใครเคยเห็นใจข้าบ้าง มีใครเคยสงสารข้าบ้าง”
“พวกเจ้าไม่เคยคิดถึงข้า แล้วเหตุใดข้าต้องคิดถึงพวกเจ้า!”
“แล้วข้าเล่า” เลี่ยงเสี่ยงถามด้วยเสียงสั่นเครือ “ข้ารวมอยู่ในนั้นด้วยหรือ ในสายตาของท่าน ข้าเป็นอะไร ทุกครั้งที่ท่านทำเรื่องใด เคยคิดถึงสถานการณ์ของข้าบ้างหรือไม่”
มารดาสกุลเลี่ยงหัวเราะอย่างนึกขบขัน ก่อนกลับไปนั่งที่เก้าอี้ “ถึงเวลาเช่นนี้แล้ว เจ้ายังมีใจมาพูดเรื่องพวกนี้อีก มีเวลาถึงเพียงนี้ก็ควรคิดหาทางจัดการคดีให้เรียบร้อย”
“ท่านอยากให้ข้าจัดการอย่างไร”
มารดาสกุลเลี่ยงเอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างสบายใจ ท่าทีราวกับเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับตน “นั่นเป็นเรื่องของเจ้า ไม่เกี่ยวกับข้า”
“เรื่องของข้า? ท่านแม่ยังกล้าพูดเช่นนี้อีกหรือ”
“แล้วไม่ใช่หรือ” มารดาสกุลเลี่ยงจิบชาอย่างเนิบช้า “เรื่องนี้ทำให้ข้าเสียหน้าจนหมดสิ้น แล้วเจ้าเล่า เจ้าไม่เป็นเช่นเดียวกันหรือ”
“คนในครอบครัวเดียวกัน ย่อมรุ่งเรืองร่วมกัน เสื่อมถอยร่วมกัน ต่อให้ไม่คิดถึงข้า ก็เพื่อชื่อเสียงของเจ้าและภรรยาบุตร เรื่องนี้เจ้าก็ต้องหาทางแก้ไข หรือเจ้าอยากให้ลูกชายเติบโตท่ามกลางเสียงเยาะเย้ย ต่อไปต้องก้มหน้าไม่กล้าพบผู้คนหรือ”
เลี่ยงเสี่ยงโกรธจนตัวสั่น แทบจะเป็นลม แต่มารดาสกุลเลี่ยงกลับจิบชาต่ออย่างสบายอารมณ์
