“เฮ้อ พอนึกถึงจื่อจินทีไร ใจข้าก็หนักอึ้ง อยากช่วยก็ช่วยอะไรไม่ได้” มารดาเซียงถอนหายใจ
นางอยากทวงความเป็นธรรมให้บุตรสาว แต่จวนอ๋องใช่ที่ที่นางจะเข้าไปก้าวก่ายได้หรือ ทำได้เพียงให้บุตรชายคนโตช่วยจัดการ
แม้เซียงจื่อเหิงจะเป็นขุนนางในราชสำนัก แต่ฐานะย่อมแตกต่างจากอ๋องเชื้อพระวงศ์ จะกล่าวตำหนิน้องเขยผู้นี้ได้อย่างไร
อีกทั้งนิสัยของทั้งสองก็ไม่เข้ากัน พูดคุยกันไม่รู้เรื่อง อ๋องยู่เป็นคนรักสนุก ไม่ใส่ใจราชกิจ ปกติทั้งสองแทบไม่มีเรื่องเกี่ยวข้องกัน อย่างมากเมื่อพบหน้ากัน เซียงจื่อเหิงก็เพียงเอ่ยเตือนอย่างอ้อมค้อมให้เขาดีกับน้องสาวของตนสักหน่อย
แต่สำหรับอ๋องยู่แล้ว ในใต้หล้านี้นอกจากฝ่าบาทกับฮองเฮา ใครจะควบคุมเขาได้ แม้แต่องค์รัชทายาทบางครั้งยังทำอะไรเขาไม่ได้ แล้วคำพูดของพี่ภรรยาผู้นี้ เขาจะใส่ใจได้อย่างไร
ด้วยเหตุนี้มารดาเซียงจึงเป็นห่วงบุตรสาวทุกวัน แต่กลับช่วยอะไรไม่ได้ ช่างตรงกับคำกล่าวที่ว่า บุตรสาวที่แต่งงานกับตระกูลสูงศักดิ์ เมื่อได้รับความไม่เป็นธรรมจากบ้านสามี ครอบครัวเดิมก็ไร้กำลังจะช่วยเหลือ
“ตอนนี้ข้าทำได้เพียงฝากความหวังไว้กับพี่ชายใหญ่ของเจ้า หวังว่าเขาจะได้แต่งกับสตรีดี ๆ ในเร็ววัน เพิ่มความเป็นสิริมงคลให้ตระกูลเราและเชิดหน้าชูตาได้บ้าง”
พอพูดถึงเรื่องนี้ มารดาเซียงก็ขมวดคิ้วอีกครั้ง “ข้าคิดว่าอย่างไรก็ต้องหาโอกาสทำหนังสือหย่าขาดกับตระกูลซ่งอีกฉบับ มิฉะนั้นหากไม่มีสิ่งนี้ วันหน้าจะเจรจาเรื่องแต่งงานก็ยุ่งยาก”
แม้นางจะพูดอยู่เสมอว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ลูกสะใภ้แล้ว แต่ในใจก็รู้ดีว่า หากไม่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร ย่อมไม่ชอบด้วยเหตุผล
เซียงจื่อเหวยกระแอมเบา ๆ “ท่านแม่ ลูกมีเรื่องหนึ่งอยากปรึกษาท่าน”
