เมื่อจัดการเจียงอวิ๋นชิงไม่ได้ อิงเกอจึงทำได้เพียงฝากความหวังไว้กับภรรยาของเขา ช่วงหลายวันที่ผ่านมา นางสืบถามจนกระจ่างแล้วว่า ภรรยาของเจียงอวิ๋นชิงเป็นสตรีผู้ทรงคุณธรรมที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวง
พ่อค้าเฝ้าร้านเหลือบมองผู้คนที่ยืนมุงดูอยู่รอบด้าน ก่อนเอ่ยเกลี้ยกล่อมด้วยความหวังดีว่า “นายท่านของพวกเราจะจัดการเรื่องนี้เอง เจ้าเข้าไปคุยในร้านก็ได้ คุกเข่าอยู่ตรงนี้จะให้เป็นเรื่องอะไร”
สตรีผู้นั้นดื้อดึงไม่ยอม ในมือยังคงจ่อมีดสั้นไว้ที่ลำคอ
อิงเกอตั้งใจทำให้เรื่องราวบานปลาย ให้ทุกคนรับรู้ทั่วกัน หากนางเกิดเป็นอะไรขึ้นมา ผู้คนย่อมต้องสงสัยคู่สามีภรรยาคู่นี้ มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่ทำให้พวกเขาไม่กล้าลงมือกับนาง
ผู้คนที่มามุงดูเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่พ่อค้าเฝ้าร้านกำลังกลัดกลุ้ม ก็เห็นเจียงอวิ๋นชิงเดินมาทางนี้ พ่อค้าเฝ้าร้านราวกับเห็นผู้ช่วยชีวิต รีบเข้าไปต้อนรับทันที
“เถ้าแก่ ท่านกลับมาเสียที”
“สตรีผู้นี้ไม่ยอมไปจากที่นี่ เอาแต่ร้องห่มร้องไห้โวยวาย ฮูหยินให้เข้าไปในร้านเพื่อคุยกัน แต่นางไม่ยอม พอเข้าไปแตะต้องก็ขู่จะฆ่าตัวตาย พวกเราก็ไม่กล้าลงมือ เรื่องนี้ชักจะ...”
พอเห็นผู้มาใหม่ อิงเกอก็รีบคุกเข่าขยับเข้าไปหาเขา “คุณชาย ท่านจะไม่ยอมรับเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเองไม่ได้นะเจ้าคะ”
“พูดจาเหลวไหลอะไร เด็กในท้องเจ้าเกี่ยวข้องอะไรกับข้า!”
หากไม่ใช่เพราะมีผู้คนอยู่ที่นี่ เจียงอวิ๋นชิงคงอยากเตะนางให้ตายคาที่ “เจ้าบ้าไปแล้วหรือ จงใจใช่หรือไม่!”
คราวก่อนเขาขู่ไว้แล้วว่าหากนางโผล่มาอีก จะจับนางโยนออกจากเมืองหลวง สตรีผู้นี้สงบไปได้ระยะหนึ่ง เจียงอวิ๋นชิงนึกว่านางคิดได้แล้ว ไม่คาดว่าวันนี้จะมาเล่นแผนนี้อีก
“ข้าเชื่อว่าคุณชายเองก็ไม่อาจตัดใจจากเลือดเนื้อของตนได้ เพียงแต่กังวลว่าฮูหยินจะไม่ยินยอม วันนี้บ่าวจึงมาขอร้องฮูหยินด้วยตนเองเจ้าค่ะ”
